safety healty.tif

สุขภาพดี มีรึ! จะทำไม่ได้?

แพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine)

 โดย ดร.รสสุคนธ์  พุ่มพันธุ์วงศ์  

ผลการปฏิบัติของอาจารย์คณาทัต คือ บทพิสูจน์

logo-templestay.jpg

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ตั้งใจอ่านให้ดี แล้วนำไปปฏิบัติให้พอดีกับตัว อย่าให้เครียด จะเห็นผลเหมือนผม"  

นาฬิกาชีวิต

Biological Clock

 

    ช่วงเวลา

ระบบที่เกี่ยวข้อง

ข้อควรปฏิบัติ

01.00-03.00 น.

ตับ

นอนหลับผักผ่อนให้หลับสนิท

03.00-05.00 น.

ปอด

ตื่นนอน สูดอากาศบริสุทธิ์

05.00-07.00 น.

ลำไส้ใหญ่

ขับถ่ายอุจจาระ

07.00-09.00 น.

กระเพาะอาหาร

กินอาหารเช้า

09.00-11.00 น.

ม้าม ตับอ่อน

พูดน้อย กินน้อย ไม่นอนหลับ

11.00-13.00 น.

หัวใจ

หลีกเลี่ยงความเครียดทั้งปวง

13.00-15.00 น.

ลำไส้เล็ก

งดกินอาหารทุกประเภท

15.00-17.00 น.

กระเพาะปัสสาวะ

ทำให้เหงื่อออก (ออกกำลังกายหรืออบตัว)

17.00-19.00 น.

ไต

ทำให้สดชื่นไม่ง่วงเหงาหาวนอน

19.00-21.00 น.

เยื่อหุ้มหัวใจ

ทำสมาธิ หรือสวดมนต์

21.00-23.00 น.

ระบบความร้อนของร่างกาย

ห้ามอาบน้ำเย็น ห้ามตากลม ทำร่างกายให้อบอุ่น

23.00-01.00 น.

ถุงน้ำดี

ดื่มน้ำก่อนเข้านอน

 

   แพทย์ทางเลือก

 

คำว่า แพทย์ทางเลือก(Alternative Medicine) ยังเป็นของใหม่สำหรับคนไทย  ขณะเดียวกันก็เป็นทาง

เลือกใหม่สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรักษาทางยาด้วย  เพราะแพทย์ทางเลือกเป็นวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา

ดร.รสสุคนธ์  พุ่มพันธุ์วงศ ผู้สำเร็จปริญญาเอกทางด้านนี้ ให้คำอธิบายถึงคำว่า ออลเทอร์นาทีฟเมดิซินว่า

ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน  คืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช้ยาหรือสารเคมีใดๆ  จะใช้น้ำร้อน น้ำเย็น  การนวด  ผลไม้ อาหาร สมาธิ โยคะ

การพูดคุย ฯลฯ

อย่างเฮลธ์ คลับ ตามโรงแรม ก็เป็นส่วนหนึ่งของออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน ใช้เครื่องมือง่ายๆที่เป็น

physical therapy ไม่ใช่ chemical therapy นั่นคือ ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน

เขาใช้คำว่า ออลเทอร์เนท เพราะคุณมีสิทธิ์เลือก คนไข้จะเป็นผู้เลือกวิธีการรักษาเอง แต่เราจะต้องบอกคนไข้ว่าเขาเป็นอย่างนี้นะ

เขาจะเลือกอะไร

                ดร.รสสุคนธ์ เป็นหญิงร่างเล็กบางวัย 53 สำเร็จปริญญาเอก Doctor of Science ด้านแพทย์ทางเลือก

จากคาลูโบวิลล่า ฮอสปิตอล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่ประเทศศรีลังกา

            สิบกว่าปีที่ผ่านมาชีวิตของคุณหมอเหมือนชีพจรลงเท้า ต้องเดินทางไปมาต่างประเทศเป็นว่าเล่น เพิ่งจะมีเวลาปักหลักอยู่

ประเทศไทยและเปิด บ้านสุขภาพ ให้การบำบัดรักษาคนไข้เมื่อ 4 ปีที่แล้วนี่เอง

            วิธีรักษาของคุณหมอมีด้วยกัน 2 แบบ คือฝังเข็มเพื่อปรับความสมดุลของร่างกายและบำบัดด้วยอาหาร อากาศ และ

อารมณ์ซึ่งผู้มารับการบำบัดต้องเปลี่ยนมารับประทานอาหารตามวิธีของคุณหมออย่างเคร่งครัด

 

  อาสาอยู่บนเขาค้อ

           

สาเหตุที่ทำให้คุณหมอหันมาสนใจศึกษาศาสตร์ทางด้านนี้ก็เพื่อรักษาสุขภาพตัวเอง และเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยรับแรงบันดาลใจเมื่อครั้งเป็นอาสาสมัครขึ้นไปทำงานบนเขาค้อ

หลังจากจบปริญญาจากคณะเกษตรฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโทคณะศึกษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

            เขาค้อในเวลานั้นยังมีปัญหาการสู้รบระหว่างทหารกับคอมมิวนิสต์ ภาพที่เธอได้พบเห็นบนเขาค้อ สร้างความสะเทือนใจให้เธออย่างมาก

            “ตอนนั้นเขาค้อกำลังรบกันดุเดือด พอไปอยู่ก็ไปเห็นชาวบ้านมันอาจเป็นภาพที่เราไม่คุ้นก็ได้ เพราะสังคมมันเบรกดาวน์แบบขาดวิ่น

            หมอจบเซนโยเซฟคอนแวนต์ เคยอยู่แต่สังคมหรูๆแล้วเราไปเจอคนจนสุดขีด แล้วมีแต่เลือด มีแต่สงคราม เราตกใจ

            ไปเห็นชาวบ้านที่นั่นแล้วสะเทือนใจมาก คือเรามีกิน มีเสื้อผ้าใส่ แล้วเราไปเห็นชาวบ้านบนเขาค้อในสภาพที่จะกินก็ไม่มี เสื้อผ้าจะใส่ก็ไม่มี แต่ว่าเขามีเงินซื้ออาวุธนะ เลยไม่ประทับใจเท่าไหร่

            ก็เลยอาสาทำงานโดยไม่มีเงินเดือน พี่ๆทหารแชร์ให้กัน เป็นอาสาสมัครช่วยเด็กๆชาวเขา

            ทีแรกก็คิดว่าจะอยู่ปีเดียว คือเก็บข้อมูลเอามาเขียน มาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง  แต่พอจับเข้าไปจริงๆแล้วเรารู้ว่าคุณภาพของคนที่จบมหาวิทยาลัยมาจะไม่เท่ากันสิ่งที่ไม่เท่ากันคือคุณธรรมที่เรา

จะมีความรับผิดชอบต่อสังคมว่าตรงนี้ต้องเป็นหน้าที่เราแล้วนะ”

            จากที่คิดจะทำแค่ปีเดียว คุณหมอเลยเป็นอาสาสมัครทำงานในโครงการพัฒนากลุ่มน้ำเข็กของกองทัพภาคที่ 3 นานถึง 4 ปี และได้ทุนได้เรียนต่อประเทศอิสราเอลในปี 2526 นานหนึ่งป

ี “ตอนนั้นท่านทูตอิศราเอลไปเจอที่เขาค้อ ท่านก็คุยว่ามีความคิดอย่างนี้ได้อย่างไร ท่านเลยให้ทุนไปอิสราเอล ไปเรียนการพัฒนาผสมผสาน การบริหารชุมชน และการจัดการสุขภาพ

            เรื่องการจัดการสุขภาพที่น่าประทับใจของอิสราเอลก็คือว่า เขาจะมีการ์ดประวัติตั้งแต่เกิดว่าใครไอ.คิว. เท่าไหร่ ควรจะดูแลสุขภาพอย่างไร เขาจะทำนายได้ว่าในอนาคตคนของเขาจะเก่งที่สุด

ในโลก นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเก็บไว้ในใจว่าเราจะต้องกลับมาทำให้คนไทยเป็นอย่างนั้น

            กลับมาก็มาร่วมงานกับกองทัพภาคที่ 3 อีก ซึ่งตอนนั้นเราทำวิจัยเรื่องการศึกษาให้กับเด็กชนบท เป็นงานวิจัยที่เราเรียนปริญญาโทด้วย คือการศึกษาให้กับเด็กชายแดน หลักสูตรเขาต้อง

ไม่เหมือนกับเด็กในเมือง หลักสูตรของเขาต้องอยู่รอด ต้องมีอาชีพและป้องกันตัวเองได้ ซึ่งขณะนี้กองทัพบกได้ใช้เป็นยุทธศาสตร์พัฒนาอยู่

 

   เรียนต่อที่สวิส

           

หลังจากนั้นก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่สวิสเซอร์แลนด์ เป็นทุนขององค์กรชื่อ Moral RE-Armanent (MRA) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก ชาติไหนทะเลาะกัน

เขาจะพยายามจัดให้ผู้นำมาเจอกันมาพูดคุยหาทางประนีประนอมกัน

            ที่ได้ทุนไปสวิสเพราะคุณโชติ  คุณะเกษม รมต.กระทรวงการคลัง  เคยไปเรียนที่ประเทศอังกฤษแล้วไปรู้จักกับครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้ภายหลังเป็นครูสอนคุณประชัญ  คุณะเกษม

คุณประชัญคือผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่สนับสนุนโครงการที่เขาค้อ ก็เลยเชิญครอบครัวชาวอังกฤษครอบครัวนี้มาเมืองไทย ครอบครัวนี้ก็มาเจอหมอบนเขาค้อ เขาก็ถามว่ามาที่นี่ทำไม

            หมอก็เล่าถึงเจตนาที่ตัวเองรู้สึกให้เขาฟัง เขาบอกว่า ยู เวิร์ค บาย ฮาร์ท (work by heart) หมอก็บอกว่าใช่ ฉันจะฟังว่าหัวใจฉันอยากจะทำอะไร ฉันก็จะทำแบบนั้น

            เขาบอกอยากเชิญไปสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามีอะไรที่สวิส

            ครั้งแรกเราไม่ไปเพราะเราไม่รู้และเราต้องดูแลครอบครัว เพราะเราล้มละลายในปีที่หมอกำลังเรียน ม.ศ.4-5 เมื่อก่อนที่บ้านทำธุรกิจเยอะมากแล้วมันก็ล่มด้วยอะไรง่ายๆ พอจบปุ๊บหมอเลยต้อง

ดูแลครอบครัว

            ครั้งที่ 2 เขาก็ส่งตั๋วเครื่องบินส่งอะไรมาให้เรา เพราะผู้ชายที่มาที่นี่คือซีเนียร์เมมเบอร์ขององค์กรนี้ เขาบอกว่าที่เรากำลังทำที่เขาค้อ มันหมายถึงสันติภาพที่จะต้องเกิดขึ้นในเขมร เวียตนาม

และพม่า

            เขาก็บอกกับ พล.อ.พิจิตร  กุลละวณิชย์ซึ่งรับผิดชอบโครงการเขาค้อว่าจะเชิญหมอไปที่โลซานน์ ไปเล่าถึงความรู้สึกของเรา ก็ไป

            ตอนที่ไปที่นั้นก็เท่ากับเราได้เรียนรู้กระบวนการทำงานของเขา เราได้รู้ว่าเขาทำอะไรกัน  คนที่ไปประชุมที่นั่นจะต้องมีหน้าที่กันทุกคน ทั้งทำความสะอาด ทำอาหาร จัดประชุม แต่เราเป็นแขก

ขณะที่เรายังไม่รู้เรื่องก็เป็นผู้สังเกตการณ์ไปก่อน พอเดือนที่ 2 ต้องทำงานแล้ว

            หมอไปอยู่ที่นั้น 4 เดือน พอกลับมาก็เดินทางไปเขียนแผนยุทธศาสตร์ ชายแดนทั่วประเทศไทยให้กับกองทัพบก เป็นอาสาสมัครพิเศษให้กับ กอ.รมน.ไม่มีเงินเดือนนะคะ

            หมอได้เงินเดือนจากคนทั่วโลกที่อยู่ในองค์กร MRA ช่วยกันลงขันให้ เพราะหมอเป็นสมาชิกฟูลไทม์ขององค์กรนี้ และเขารู้ว่าเมืองไทยมีปัญหานี้อยู่ แล้วเรากำลังจะกลับมาทำหน้าที่นี้

เขาก็ไม่อยากให้เรากังวลเรื่องเงิน เขาก็ช่วยกันลงขันช่วยเรา

            ตอนที่ไปทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาชายแดน ก็มีหมอชาวอเมริกันคนหนึ่งเป็นผู้หญิง แกไปเรียนฝังเข็มที่เมืองจีน 5 ปี แล้วมาเจอหมอที่เมืองไทย ก็เป็นเพื่อนกัน

            แกก็ตระเวนช่วยเรา ก็เริ่มใช้ฝังเข็มกับคนในพื้นที่ชายแดน แกก็เริ่มสอนวิชาฝังเข็มให้หมอ แกเห็นหมอชอบช่วยคน ก็บอกว่า เธอต้องเรียนศาสตร์นี้แล้วล่ะ ตอนกลางคืนเราก็เรียนกับเขา กลางวัน

เราช่วยคน

เช่นไปเจอคนท้องเสีย คนปวดท้อง คนเป็นมาเลเรีย เราก็ช่วย

            “อย่างคนเป็นมาเลเรียนี่ง่ายมากเลย เราก็กรีดเอาเลือดเขามาหนึ่งหยด เอามาเจือจางกับน้ำกลั่น 400 เท่า ใส่ปากเขา แล้วเอากระเทียม น้ำผึ้ง พริกไทย มะนาว ให้เขากินตลอด ให้สารอาหาร

เขาหายสั่นเลยค่ะ ไข้ลด...  ก็ไปช่วยพวกกะเหรี่ยง  ตอนที่เราต้องตระเวนไปและช่วยตัวเราเองด้วย เราก็คิดว่า เออ ดีเหมือนกันนะ ศาสตร์นี้ช่วยคนได้”

 

   เรียนเพิ่มอีกที่อ๊อกฟอร์ด       

 

ความสนใจของคุณหมอเริ่มหันมาสู่ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และได้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมเมื่อได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ

            “หมอได้ทุนจากอ๊อกซ์ฟอร์ด โดย ดยุค ออฟ อ๊อกซ์ฟอร์ดเชิญไปเรียนเราก็ไป ตอนนั้นหมอเริ่มจะลาออกจาก กอ.รมน. แล้ว เพราะสุขภาพเริ่มไม่ดีแล้ว เริ่มแย่แล้ว

            ที่บ้านนี่พ่อแม่จะอ่อนแอที่ตับ พอรุ่นลูกจะมีแคริเออร์ทาลัสซีเมีย แล้วหมอต้องทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก เลยเอียงไปทางลูคีเมีย เมื่อก่อนก็ไม่รู้ เพื่อนจะทักว่าทำไมเธอเหลืองๆซีดๆและตาสั้น

ใส่แว่นหนาเตอะ ทำอะไรก็ซึม ตอนนั้นทำงานอยู่กับทหาร เขาก็สูบบุหรี่กัน ในที่สุดหมอเลยบอกเขาว่า ไม่ไหวแล้วค่ะถ้าพี่ๆสูบบุหรี่กันอย่างนี้หนูต้องตาย กินไม่ได้ น้ำหนักลด เม็ดเลือดลดจนกระทั่งมี

ปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นสูง ก็รู้สึกไม่สบายแล้ว เลยลาออกจากงานไปเรียนที่อังกฤษ คิดว่าไปรักษาตัวด้วย”

            ความสนใจในด้านสุขภาพทำให้คุณหมอเลือกเรียนเฮลธ์ แคร์ เป็นวิชาโท

            “ตอนที่เรียนมันเป็น Deplomat Course เรียนภาษาอังกฤษเชิงดิโพลเมทด้วย เขาก็มีไมเนอร์ให้เราเลือก หมอเลยเลือก เฮลธ์ แคร์

            วิชานี้จะต้องเรียน เฮลธ์ แคร์ และประวัติของหลายประเทศ หมอก็ติดใจทฤษฎีของคนจีน ดีมากค่ะ เป็นทฤษฎีที่เรา maintain (บำรุงรักษา) กับ regenerate (ฟื้นฟู)  ร่างกาย

มันไม่เหมือนกับทฤษฎีแพทย์ตะวันตกคือ Inhibit (ยับยั้ง) กับ Control หมอก็เลือกเมนเทน กับ เจนเนอเรท ลึกลงไปว่ามีกี่ทฤษฎี เกิดอะไรขึ้นในร่างกายมนุษย์ มันก็คือทฤษฎีหยิน หยาง

แต่คำว่าหยิน หยาง ไม่ใช่ขาวกับดำนะคะ มันเป็นขาวกับดำจริง แต่ว่าค่อยๆเคลื่อนไปแต่ละจุด

            ทีนี้ทุกเซลล์ของร่างกายเราจะเกิดหยินหยางทุกวินาที ถ้าสมดุล ร่างกายก็ปกติ ถ้าเมื่อไหร่ไม่สมดุล เราก็จะเริ่มรีไซเคิล และรีเจนเนอเรทในเวลาเดียวกัน นั่นคือฝังเข็ม”

            การเรียนวิชานี้ไม่ได้สอนในชั้นเรียน แต่จะต้องค้นคว้าจากห้องสมุด

            “นี่เป็นเรื่องที่เราต้องไปค้นคว้าเอง เรียนเอง อ่านเอง เมื่อเราเลือกว่าเราจะเรียนอะไร เขาจะบอกเราว่า ที่ไหนเป็นแหล่งที่เราจะไปหาความรู้ได้ ตอนนั้นก็คิดว่ารู้ไว้เฉยๆ แล้วเราก็รู้นิดหน่อย

เรื่องการฝังเข็ม

            ก็เรียนที่อ็อกซ์ฟอร์ดปีนึง ได้ดิโพลมาใบหนึ่ง หลังจากนั้นก็ถูกส่งไปฝึกงานที่สวีเดนกับสวีสอีก แล้วก็กลับมาเมืองไทย อยู่ได้สักพักหนึ่งก็ขอไปศรีลังกา เพราะหมอมีเพื่อนอยู่ที่นั่น

 

   จบดอกเตอร์แพทย์ทางเลือก

 

...ตอนไปอยู่ที่โน่นก็ไปเจอสูตร ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน เป็นของ UN (United Nation) แต่อยู่ในรัฐบาลแห่งชาติของศรีลังกา เพราะUN ไปตั้งศูนย์ให้การศึกษาเรื่องออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน

ที่โคลัมโบ”

            สหประชาชาติต้องมีเหตุผลแน่ที่ไปตั้งศูนย์การศึกษาเรื่องนี้ที่นั่น

            “อันนี้ไม่รู้ข้อมูลผิดหรือถูกนะคะ แต่คล้ายว่าที่นั่น เป็นแหล่งผ่องถ่ายยาเสพติด เป็นเส้นทางขนส่งยาเสพติดที่ใหญ่มาก        UN เขาทำเรื่องการต่อต้านยาเสพติดได้ดีมาก มันเป็น

Pain release เราก็ไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด มันก็จะลดตรงนี้ลง

            ...แต่ที่นั่น ทั่วไปเขาไม่พูดเรื่องนี้ เขาเป็นศูนย์ใช้คำว่า ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน คือแพทย์ทางเลือก เราจะไม่พูดเรื่องการต่อต้านยาเสพติดเด็ดขาด

            ...แต่เท่าที่หมออยู่ ซึ่งเรารู้อยู่ถ้าเราเจาะตัวนี้ได้ นั่นคือสันติภาพอันหนึ่งที่เราจะได้มาในอนาคต นั่นคือเป้าหมายของ UN ที่ไกลมาก

            ...หมอก็เข้าเรียนแพทย์ทางเลือกที่โรงพยาบาลคาลูโบ วิลล่า เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ก่อนเรียนเราก็ต้องสอบ ก็ฟลุ้คผ่านๆหมด เพราะเบสิคทุกอย่างเราก็ผ่านหมดแล้ว ฝึกหัดได้ไม่นานเท่าไหร

่ก็ผ่านหมด”

            วิชาออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน มีด้วยกันหลายชนิด แต่คุณหมอเลือกวิชาที่เธอเป็นอยู่แล้ว คือฝังเข็ม

            “เขามีให้เราเลือกตั้งแต่ ใช้ธรรมชาติทั่วไป กดจุด แต่หมอคิดว่า เรามีเบสิคฝังเข็ม เลยมุ่งด้านฝังเข็มไปเลย

            ...ตอนเรียน เราต้องถึงโรงพยาบาลหกโมงเช้า หกโมงเช้าถึงเที่ยงเราต้องทำงานฉุกเฉินสารพัด จะมีคนไข้เข้าแถวยาวเป็นกิโล...แล้วเราต้องเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย เรียน MD ด้วย เราต้องเรียน

เรื่องยา เรื่องฉีดยา เขาสอนหมด แพทย์ทางเลือกเป็นแผนกหนึ่งในโรงพยาบาล เราต้องทำงานกับหมอตลอดเวลา แล้วคนสอนก็เป็น MD

            คุณหมอมีพื้นฐานด้านการฝังเข็มแน่นอยู่แล้ว จึงเรียนจบเร็วมาก คือได้ปริญญาเอก ph.D.Doctor of Sciense ภายในสองสามเดือนเท่านั้น จนได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนที่เรียนเร็วที่สุด

ขณะที่คนอื่นต้องใช้เวลาเรียนถึงห้า หกปี

            “ทางโน้นเขาบอกว่าเราเพี้ยน (หัวเราะ) ที่จบเร็ว แต่เขาก็บ่นนะคะว่าเราขี้เกียจ

            ...ทำไมจะไม่ขี้เกียจละค่ะ เราเป็นคนไทยที่ฝังเข็มได้ไม่เจ็บ คนก็จะแห่มาหาเรา เราก็วิ่งหนี วันหนึ่งตั้งสามสิบกว่าคน เขาบอกดอกเตอร์ ยูเลซี่นะ บอกฮื่อ (หัวเราะ)

            ...อีกอย่างเราล้าด้วยค่ะ ทำงานหลายประเทศแล้วเราเรียด  เพราะไปถึงที่โน่นเขาให้เราสองหน้าที่ด้วย คือต้องทำงานการเมืองในฐานะสมาชิก MRA ด้วย ต้องไปพูดให้สิงหลกับทมิฬดีกัน

ซึ่งเราไม่อยากยุ่ง

            ...บางทีมันก็เหนื่อยนะค่ะ กลางคืนสองทุ่มเราก็ต้องหายไปจากบ้านแล้ว ไปอยู่โน่น ตรงที่ทมิฬเขารบกัน ไปเดินต๊อกๆที่สนามเพลาะ ไปพูดกับเขา”

            ความพยายามที่จะสร้างสันติภาพบนแผ่นดินศรีลังการ MRA ยังไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะคนสองเผ่ายังจับอาวุธฆ่ากันเองจนทุกวันนี้ใช้เวลาอยู่ที่ศรีลังกาไม่มากนัก  คุณหมอก็กลับมาเมืองไทย

            “หลังเรียนจบแล้วก็กลับเมืองไทยทันที เพราะตอนนั้นเราต้องจัดการการประชุมสันติภาพในบ้านเรา หลังจากนั้นก็บินไปสวิสแล้วกลับมาเมืองไทยอีก

            ...พอกลับมาก็เริ่มช่วยคนเป็นอัมพาตแถวสำโรง คือฝังเข็มให้เลยทันทีแล้วคุมอาหาร ก็หาย ถ้าเป็นอัมพาตไม่เกิน 7 วันนี่ รักษาภายใน 3 วัน หายเลย ต้องอย่าเกิน 7 วันนะคะ”

 

   เปิดบ้านสุขภาพ

 

เมื่อรักษาคนเป็นอัมพาตหายคุณหมอก็มีคนไข้มาให้รักษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็ต้องเปิด “บ้านสุขภาพ” รักษากันเป็นเรื่องเป็นราว

ที่มาอยู่บ้านนี้ก็คือเจ้าของบ้านเป็นนิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคหัวใจ เขาเป็นเจ้าของร้านทองอยู่สมุทรปราการแล้วเขาก็ทิ้งบ้านหลังนี้ไว้ไม่ได้ใช้ตอนนั้นหมอกำลังจะเดินทางพอดีเพื่อนเขาเป็นมะเร็งโพรงจมูก

หายใจไม่ได้หมอก็รักษาจนเขาเริ่มดีขึ้นเขาบอกหมอว่ากลับเมืองนอกไม่ได้ยังไงต้องอยู่หมอบอกก็ได้เขาเลยมาต่อเตียงให้ก็เริ่มทำมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว”

            ในแต่ละวันจะมีคนไข้ไปให้คุณหมอฝังเข็มเพื่อรักษาโรคเป็นจำนวนมาก แต่คุณหมอบอกว่า

            “ฝังเข็มเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักคืออาหาร คนไทยยังเข้าใจกันผิด หมออยากให้ทุกคนเข้าใจถูก เพราะเราก็เรียนทฤษฎีเยอะมาก ก่อนที่เราจะใช้เข็มมาจิ้ม คนอย่างน้อยเราต้องเรียนทฤษฎี 5 ปี

มี 18 ทฤษฎีที่เราใช้อยู่ตอนนี้

...แล้วเราต้องรู้พลังงานของคนนั้นก่อนที่เราจะไปฝังเข็มไม่ใช่ทุกคนบอกว่าฉันปวดหัวไปฝังเข็ม ไม่ใช่ เราต้องเข้าใจก่อนฝังเข็มว่ามันคืออะไรและมันทำหน้าที่อะไร

            ...ฝังเข็มไม่ได้บำบัด ตัวบำบัดคือ อาหาร อากาศ อารมณ์ ฝังเข็มคือตัวกระตุ้นให้ร่างกายสื่อว่า เรามีความต่างในเรื่องความไม่สมดุลหรือปริมาณที่เท่าไหร่ เราจะต้องอ่านตรงนั้นให้ได

้ เพราะฉะนั้นนักฝังเข็มไม่ได้ได้หมายความว่ายูจิ้มเข็มเป็น ต้องเรียนรู้พลังงานในร่างกายมนุษย์ได้ รู้ถึงพื้นฐานของแต่ละคนที่มาหาเราว่า พันธุกรรมของเขาเป็นอย่างไร เขาใช้ชีวิตยังไง

ใช้อารมณ์แบบไหน เราต้องเปลี่ยนอารมณ์เขาใหม่ แล้วอารมณ์แบบนี้เป็นที่มาของเหตุของโรคหรือไม่

            ...อารมณ์โกรธนี่เป็นอันตรายที่สุดเลย มีผลต่อตับ ไต คนขี้โมโหจะมีโอกาสเป็นโรคตับ  โรคไต 100% ถ้าอารมณ์ดีจะช่วยได้เยอะเลย แล้วเราจะไม่ค่อยแก่ด้วย ตรงนี้สำคัญมาก เพราะยังไง

เราก็ไม่อยากแก่ใช่ไหม (หัวเราะ) คืออายุช่างมัน หน้าตาเราต้องไม่ไปกับอายุ

            ไม่ใช่ทุกคนที่คุณหมอจะฝังเข็มให้

            “เราจะให้เขาเลือกก่อน ถ้ายิ่งเป็นหนักๆเราจะไม่ฝังเข็ม เพราะคนอาการหนักฝังเข็มไม่ได้นะคะ เขาจะอ่อนแอลงไปเลย เราต้องให้เขาไปคุมอาหารก่อน พอพลังงานเขาใกล้เท่ากัน

เราถึงจะเริ่มฝังเข็ม

            ...เมื่อคนไข้มา เราจะต้องให้ความรู้กับเขาก่อนว่าเป็นโรคอะไร แล้วก็ให้เขาเลือกว่า เขาเป็นอย่างนี้ ทางเลือกที่หนึ่งคือรับประทานยา  ถ้าทานยาเกิน 5 ปี ไตเขาจะเสื่อม โอกาสเป็นอัมพาตมี

ถ้าใช้วิธีการควบคุมอาหารนานหน่อย เขามีโอกาสไม่เป็นอัมพาตแน่นอน แล้วตับก็ดีขึ้น

            ...แต่ถ้าใช้กระบวนการอื่นๆ เช่น ฝังเข็ม น้ำร้อน น้ำเย็น เขาก็จะเร็วขึ้น และก็คุมอาหาร

            ...คนไข้ที่มา เราจะมีแบบสอบถามซึ่งเราทำวิจัยเองออกมา เราจะให้เขากรอกแบบสอบถามนี้จะเป็นหมวดที่บอกถึงความเสื่อมของอวัยวะข้างใน โดยเฉพาะถุงน้ำดี ตับ ลำไส้ใหญ่ ม้าม

โดยที่เราไม่ต้องมีห้องแล็บ แต่มันไม่ใช่แค่แบบสอบถาม มันเป็นตัวยืนยันว่า สิ่งที่เรารู้จากการดูภายนอกคือผิวพรรณ เส้นผม ดวงตา ซึ่งเราสามารถบอกได้ว่าคนไหนถุงน้ำดีไม่ดีหรือตับไม่ดี ฯลฯ

เราจะรู้ค่ะ แบบสอบถามจะแค่ยืนยันว่าสิ่งที่เรารู้ตรงไหม”

            ถิ่นกำเนิดและเชื้อชาติก็สำคัญสำหรับการวิเคราะห์โรคด้วยเช่นกัน

            “การทำงานด้านสุขภาพเราจะต้องรู้ถิ่นของการเกิด อย่างคนที่เกิดในยุโรปปอดจะโตกว่าคนที่อยู่ในเอเชีย เอเชียอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะจางกว่า พวกนี้ปอดจะโตกว่าคนธรรมดา

เพราะจะต้องดูดรับออกซิเจนให้มากกว่าคนที่อยู่ในบริเวณที่อากาศหนาแน่น

            ...คนที่เกิดโน่นแล้วมาอยู่เมืองไทยจะเป็นภูมิแพ้ หืดหอบ แต่คนที่เกิดที่นี่ไปอยู่ที่โน่นจะสบาย เพราะอัตราการบีบตัวของปอดเพื่อดูดรับออกซิเจนจะดีกว่าเขา

            ...เพราะฉะนั้นคนเอเชียที่เป็นลูกครึ่งที่เกิดที่โน่นจะสวยด้วย ผิวก็ดีด้วยเพราะปอดเราแข็งแรงกว่า

            ...นี่คือการกำเนิด กำเนิดในพื้นโลกไม่เท่ากัน  เราต้องดูเชื้อชาติที่เป็นตัวบอกถึงเส้นผม ผิวหนัง จีนส์ ถ้าเป็นครอสจีนส์ บางคนจะมีปัญหาพันธุกรรมที่มันอ่อนแอ

            ...เช่น คนที่เกิดในอินเดียจะอ่อนแอที่ตับ เขาจะอ้วนข้างล่าง ฉะนั้นเวลาที่เขามาหาเราเพื่อบำบัดเราจะต้องให้เขางดอาหารที่เขาคุ้นเคย แต่เพิ่มเครื่องเทศให้เขา เขาก็จะลดลง

            “อย่างที่คุณหมอบอกว่าฝังเข็มเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักที่คุณหมอใช้ในการบำบัดรักษาคนไข้คือ อาหาร  อากาศ และอารมณ์

 

   มาดูเรื่องอาหารกันก่อน

 

“อาหารที่เราจัด ต้องให้ครบ 5 หมู่ แต่ไม่ใช่ 5 หมู่ที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ฯลฯ ไม่ใช่นะคะ เป็น ห้าหมู่ คือ

            - ระบบทางเดินหายใจดี

            - ระบบการหมุนเวียนโลหิตดี

            - ระบบดูดซึมดี

            - ระบบฮอร์โมนดี

            - ระบบภูมิคุ้มกันดี

 

เราต้องคิดห้าหมู่นี้  เช่น

            ทางเดินหายใจ จะเป็นพวก ผักสีเขียว ที่มีคลอโรฟิลเยอะ

       การหมุนเวียนโลหิต ก็จะเป็นประเภทที่มี วิตามินซีสูง หรือ ธาตุเหล็กสูง

            การดูดซึม ก็พวก กระเพรา โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด

            ระบบฮอร์โมนต่อมไร้ท่อ  ก็จะเป็นพวก เม็ดบัว ลูกเดือย มันเทศจีน พวกนี้เป็นพวกที่ร่างกายดูดซึมได้ดี

และไม่เหลือสารอาหารที่เป็นกากเยอะ แป้งจะเปลี่ยนรูปเป็นไขมัน

แต่เป็นไขมันที่เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานเร็ว ไม่ใช่ข้าวหรือแป้งหมัก

ดร.รสสุคนธ์  พุ่มพันธุ์วงศ

 

            อีกอันคือ ภูมิคุ้มกัน เป็นผักสีเขียว เช่น กวางตุ้ง ผักกาดหอม มะเขือเทศ นั่นคือ 5 ระบบของเรา

            และจะต้องงดอาหารแปรรูปเด็ดขาด เช่น อาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง อาหารที่เกี่ยวข้องกับคาเฟอีน น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลที่ใช้ควรเป็นน้ำผึ้ง เพราะว่าต่างประเทศถือว่า

น้ำตาลเป็นคาร์บอนเมื่อเรากินคาร์บอนเยอะๆมันจะเกิดออกซิเดชั่นมาก จะเปลี่ยนรูปจากคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือดเยอะ ฉะนั้นถ้าเลี่ยงการได้คาร์บอนมันก็ลดการเกิดเนื้อเยื่อที่เป็นมะเร็งลงไป

เมื่อห้าหมู่ครบแล้ว ปัจจัยอื่นคือ อารมณ์ อากาศ

...อารมณ์ ถึงแม้เราจะได้อาหารห้าหมู่ครบ แต่ถ้าเราลดโลภะ โทสะ โมหะไม่ได้ ทั้งฝังเข็มทั้งอาหารไม่ช่วยเลย ฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนอารมณ์

อีก เราก็ต้องไปเกี่ยวข้องกับความสำคัญในบ้านเขาว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะต้องคุยกันถ้ารู้ว่าตรงนี้เกี่ยวข้องอย่างนี้ๆเราแยกเลย

...บางคนต้องจับแยกมาไว้กับเรา เราจะต้องจำกัดเวลาทำงานให้เขา เช่น ให้ทำงานวันละ1ชั่วโมง ถ้าเราหวังผลหายเลยนะคะ เราต้องกำหนดเวลาทำงานให้  ห้ามติดต่อสื่อสารตั้งแต่เวลานี้ถึงนี้ๆเป็นต้นไป

บุคคลที่จะมาเกี่ยวข้องกับเขา เราขอตรวจสอบก่อน นั่นคือวิธีการบำบัดของเรา เพราะฉะนั้นเราจะทำงานได้ค่อนข้างน้อย  แต่ทุกคนจะได้ผลเต็ม

            เต็มเท่าไหร่นั้น คุณหมอตอบว่า 99.99 % เพราะถ้าดูแลแล้วไม่ได้ผล เราจะบอกเลยว่ารักษาไม่ได้นะคะ  เช่น คนที่เป็นอัมพาตเกิน 5 ปี  เบาหวานมากกว่า 10 ป

ี แล้วมีอัมพาตด้วย มะเร็งขั้นสุดท้าย สมองฝ่อที่ถูกทำลายเฉียบพลัน  พวกนี้รักษาให้ไม่ได้

            ...แต่หมอมีคนไข้คนหนึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ฉะเชิงเทรา เขาป่วยมากมา 7 ปี ด้วยโรคปวดหลัง สมองฝ่อ พูดไม่ชัด หลังการฟื้นฟูสุขภาพอยู่ 7 เดือน  เวลานี้เขาสามารถเดินได้เอง

ไม่ต้องนั่งรถเข็น พูดชัดขึ้น ความจำดีขึ้น

            ปัจจัยสุดท้ายคือ อากาศ อากาศต้องบริสุทธิ์ ปลอดมลพิษ มีปริมาณโอโซนในชั้นอากาศที่ทำให้ปลอดเชื้อโรค นอกจากการบำบัดด้วยอาหาร อากาศ ตามวิธีของคุณหมอแล้ว ผู้ไปรับการบำบัด

จะต้องปรับวิถีการใช้ชีวิตใหม่ด้วย โดยใช้ชีวิตให้เป็นไปตามการหมุนเวียนของพลังงานในร่างกายในรอบ 24 ชั่วโมง(นาฬิกาชีวิต)

 

  นาฬิกาชีวิต Biological Clock

          

 

 

ตำรานี้เป็นตำราการดูแลสุขภาพเก่าแก่ของชาวจีนที่มีมานานกว่า 5,000 ปี ที่ได้ถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลังมา

รุ่นแล้วรุ่นเล่า

          คุณหมอหยิบชาร์ทอันใหญ่ แสดงการหมุนเวียนของพลังงานในร่างกาย ในช่วงเวลาต่างๆ ออกมา

ประกอบคำอธิบาย

 

สามทุ่มถึงห้าทุ่ม                                     

                                                                       

คุณหมอชี้ไปที่พลังงานรวมก่อนเป็นช่องแรก

ทฤษฎีของคนจีนบอกว่า พลังงานของร่างกายเราจะสร้างในช่วงสามทุ่ม ถ้าหากไม่เข้านอนในช่วงดังกล่าว ร่างกายจะมีพลังงานเพื่อช่วยเหลือกระบวนการให้ร่างกายทำการสะสมพลังงานได้ไม่เต็มที่

ผลคือ จะทำให้ร่างกายมีพลังงานสะสมไม่เพียงพอในการฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ ให้สะอาดแข็งแรงสำหรับวันต่อไป

 

  ห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง

            ...พลังงานที่สร้างขึ้นในช่วงสองชั่วโมงนี้  ร่างกายจะนำไปล้างถุงน้ำดี  ทำให้ถุงน้ำดีแข็งแรงในการย่อยไขมันที่จะไปเปลี่ยนรูปเป็นฮอร์โมน เปลี่ยนรูปเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ไขสมอง

น้ำหล่อเลี้ยงในร่างกายทั้งหมด  และเขาจะย่อยไขมันสิบเอ็ดนาฬิกาถึงตีหนึ่งเท่านั้น

            ...ถ้าเราไม่พักผ่อนในช่วงนี้ ไขมันพวกนี้จะตกตะกอนอยู่ตามตัวเรา เช่น  เป็นถุงไขมันใต้ตา มีพุง สมองเลอะเลือนง่าย ปวดไหล่ และตรงลำไส้  จะปวดท้องง่าย ท้องเสียหรือท้องผูกง่าย

 

 ตีหนึ่งถึงตีสาม

...ในช่วงตีหนึ่งถึงตีสาม พลังงานนี้จะไปจัดการกับตับ หน้าที่ของตับ คือ สะสมอาหารสำรองให้กับร่างกาย และกำจัดของเสียของร่างกาย ตลอดจนผลิตน้ำดี และส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี

            ...ถ้าช่วงนี้เรายังไม่หลับนอน ยังทำงานอยู่ ร่างกายจะสูญเสียพลังงานส่วนที่สะสมไว้ไป ตับจะอ่อนแอ การสะสมพลังงานสำรองลดลง การผลิตน้ำดีลดลง และจะส่งผลกระทบการทำงาน

ของตับอ่อน  ขณะเดียวกันก็ส่งให้การผลิตฮอร์โมนอินซูลินลดลงด้วย  ผลที่ตามมาก็คือ โรคภัยไข้เจ็บค่ะ

            คนที่ไม่พักผ่อนในช่วงนี้ จะทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับความดันโลหิตแปรปรวน โรคเก๊าท์ โรครูมาตอยส์ รูมาติซั่ม  อาการภูมิบกพร่องต่างๆ  เบาหวาน หัวใจ กระดูกเสื่อม แต่ถ้าพักผ่อนตีหนึ่ง

ถึงตีสาม จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวได้

 

  ตีสามถึงตีห้า

            จากตับ พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ปอดในช่วงเวลาตีสามถึงตีห้า    ถ้าปอดแข็งแรง คุณจะหลับสนินในช่วงนี้  แต่ถ้าคุณเป็นโรคปอด หรือสูบบุหรี่ จะรู้สึกไม่สบายตัว เราจะถูกปลุกให้ตื่นช่วงนี้ 

จะไอ และหายใจขัด

 

  ตีห้าถึงหกโมงเช้า

            ...ตีห้าถึงหกโมงเช้า คือ ลำไส้ใหญ่ คือช่วงที่เราจะต้องถ่ายอุจจาระ ถ้าไม่ถ่ายหลังจากนี้เป็นต้นไป เราจะกินอุจจาระตัวเอง (แหวะ) มันจะดูดซึมเข้าสู่ระบบเลือด  เพราะของเสียจะต้องเอาทิ้ง

ให้หมดก่อนเจ็ดโมงเช้า  ไม่งั้นร่างกายจะพาของเสียไปหล่อเลี้ยงร่างกายเราอยู่ดี

            นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า เกิดไขมันที่เสียๆ

            ...การขับถ่ายถ้าเป็นไปได้ต้องฝึก  พอคนไข้มาที่นี่เราจะต้องฝึกเขา เราจะถามเขาว่าถ่ายหรือยังคะ  ตีห้านะคะ ตีห้าครึ่ง ต้องก่อนเจ็ดโมงเช้า ถ้าเขาทำได้ตรงนี้ เราจะรู้เทรนด์ในการพัฒนา

ร่างกายว่าเขาจะดีหรือหายเมื่อไหร่  พอเขาถึงจุดนี้เขาจะเริ่มเป็นปกติ  ถ้าเขายังไม่เข้าสู่เวลานี้ เราก็รู้ว่าร่างกายเขายังไม่ปกติ

 

  เจ็ดโมงถึงเก้าโมงเช้า

.

..พอเจ็ดโมงถึงเก้าโมงเช้า ต้องรับประทานอาหารเช้านะคะ  เพราะกระเพาะอาหารเราจะย่อยได้สูงสุดช่วงเวลานี้เท่านั้น ช่วงอื่นๆ เขาจะทำได้น้อยกว่า

            ...แล้วช่วงนี้กระเพาะอาหารของเราต้องการอาหาร และหลั่งน้ำย่อยมากที่สุด ฉะนั้นพวกที่ไม่กินอาหารเช้า โรคกระเพาะจะถามหา

ที่สำคัญจะเกิดโรคหัวใจด้วย เพราะมันไม่ได้สารอาหารสำหรับทุกอวัยวะเพื่อกลับไปสร้างพลังงานรวม

 

  เก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมง

            ...เก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมง  ม้ามจะเริ่มเก็บพลังงานสำรอง เก็บสารอาหาร เก็บทุกอย่างที่กระเพาะอาหารย่อยเต็มที่ แต่ถ้าเราไม่กิน เราจะต้องดึงพลังงานสำรองออกมาใช้

            ในขณะที่ดึงพลังงานสำรองออกมาใช้  พลังงานรวมเราจะหายไป  เราจะอ่อนเพลีย  จะเริ่มไม่มีแรง

 

  สิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง

            ...พอสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง หัวใจเราจะแย่นะคะ ถ้าไม่มีสารอาหาร  ฉะนั้นคนที่เป็นหัวใจวายมักจะเกิดก่อนเที่ยง หรือหลังจากรับประทานอาหารเที่ยง  ฉะนั้นเราต้องระวังค่ะ

คนที่ไม่ทานอาหารเช้าเป็นประจำจะฮาร์ทแอทแท็คง่าย

 

  บ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง

            ...ช่วงบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมงเย็น ถ้าสมมุติเราไม่กินอาหารเช้า  อาหารที่มารอย่อยในลำไส้เล็กก็ไม่มี  เราก็ย่อยลำไส้เล็กล่ะ  ลำไส้เล็กก็เริ่มอ่อนแอ เพราะลำไส้เล็กจะต้องเปลี่ยนรูป ทั้ง

คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่  ทุกอย่างตรงนั้นเปลี่ยนพลังงานทั้งหมด

 

 

บ่ายสามโมงถึงห้าโมงเย็น

            เมื่อลำไส้เล็กเปลี่ยนรูปมากที่สุด เราก็เริ่มมีของเสีย  ช่วงบ่ายสาม ถึงห้าโมงเย็น กระเพาะปัสสาวะจะทำงานมากที่สุด

 

ห้าโมงย็นถึงหนึ่งทุ่ม

            พอห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม จะมาที่ไต  ช่วงนี้เราไม่ควรออกกำลังกายนะคะ เพราะไตทำงานหนักอยู่แล้ว เราควรออกกำลังกาย

ช่วงตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เพื่อให้ลำไส้ขยับตัว และเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนของเสียให้กับเขา

            ...ถ้าออกกำลังกายช่วงเย็น จะทำให้ไตวายง่าย เวียนหัวง่าย ตาพร่าง่าย ปวดศีรษะง่าย

 

หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม

            หลังจากหนึ่งทุ่มเราต้องพักผ่อนแล้ว เพราะกล้ามเนื้อหัวใจจะทำงาน  ถ้าเราไม่เริ่มพัก เลือดจะข้น

            พอเลือดข้น แทนที่กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานช้าลง กลับต้องทำงานหนักขึ้น  เขาจะไม่ได้ชะล้างตัวเอง

เราจะเป็นโรคหัวใจโต

            ...หลังจากช่วงเวลานี้แล้ว ร่างกายก็จะเตรียมตัวพักผ่อนและสะสมพลังงานรวมอีกครั้ง

            ฟังจากที่คุณหมออธิบายแล้ว ทุกคนพากันส่ายหน้าว่าคงทำไม่ได้เพราะขัดกับวิถีชีวิตคนเมืองมาก  ก็สามทุ่มแล้วบางท

ีรถยังติดหนึบอยู่บนถนนเลย

 

            ถึงทำให้เราป่วยแบบเร็วไงคะ อัตราเร่งของความเจ็บป่วยตอนนี้มีมากขึ้น วิธีแก้คือ เราต้องเผยแพร่เรื่องนี้ให้มาก

ที่สุดคือ  ดื่มน้ำผัก กับใช้วิถีชีวิตให้ได้ตามนี้

 

  น้ำผักรักษาสุขภาพ

           

น้ำผัก ที่ยกมาเป็นน้ำใสออกสีเขียวหม่นเพราะเป็นน้ำผักปั่น ซึ่งเมื่อแรก ทุกคนก็ทำหน้าปูเลี่ยนๆ ไม่อยากชิม เพราะกลัวเหม็นเขียว แต่เมื่อลองจิบดูก็พบว่ามีรสชาติดีทีเดียว

            คุณหมอบอกสูตรให้ฟังว่า สูตรนี้หมอใช้ผักกาดหอม 2 ใบ  คึ่นช่าย 2 ก้าน  มะเขือเทศ 1 ลูก  หอมใหญ่ ¼ ลูก  น้ำ 2 แก้ว  น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ และมะนาว 1 ลูก เอาใส่เครื่องปั่นรวมกัน

            ทำไมต้องเป็นพืชผักเหล่านี้  คุณหมออธิบายว่า

 

           อันนี้หมอทำวิจัยเองนะคะ  มะเขือเทศจะทำให้เม็ดเลือดแข็งแรง  ผักกาดหอม ปอดแข็งแรง  ขึ้นช่าย การหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง  น้ำผึ้ง

ให้พลังงานรวม  หอมหัวใหญ่ให้หัวใจแข็งแรง  ถ้าสิ่งเหล่านี้แข็งแรง ร่างกายเราก็ทำหน้าที่ได้ดีที่สุด

 

            ...ถ้าเรากินสารอาหารที่ช่วยให้อวัยวะเหล่านี้แข็งแรง โอกาสที่เราจะมีไขมันตกค้างก็ลดลง  หน้าเราก็ใสขึ้น มันจะไปช่วยล้างและฟื้นฟู เพราะร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ดูดซึมได้ทันทีเลย

ไม่ต้องผ่านการย่อย

            ...ถ้ากินผักสองเดือน ไขมันที่พุงจะหายไปเลย แต่ต้องปั่นเองนะคะอย่าไปกินของกระป๋อง เพราะจะมีสารกันบูดและโลหะที่เราเปิดกระป๋อง

            นอกจากน้ำผักปั่น คุณหมอยังมีสูตรการทำซุปผักอีกหลายชนิด ที่คุณหมอคัดแล้วว่าจะให้ประโยชน์แก่ร่างกาย

            ซุป เราใช้ผัก ช้าวกล้อง เต้าหู้ ...วิธีทำก็คือต้มน้ำให้เดือด เอาผักลงไปลวก แล้วเอาขึ้นมาปั่น ใส่ซีอิ้วขาวลงต้มใหม่ นั่นคือซุป

            ...ถ้าอาหารเช้าทานได้อย่างนี้ทุกวัน ผิวสวยมาก คนที่เป็นเก๊าท์ คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เบาหวาน หัวใจ ความดัน ไตวาย

จะลดลงทันที

            ...แต่ไตนี่ไม่รวมคนไปล้างไตนะคะ คนที่ไปล้างไตแล้วจะเข้าระบบนี้ไม่ได้ เพราะเซลล์ถูกทำลายไปแล้ว เพราะของเราจะต้องมีทุกอย่างครบแล้ว

เราไปฟื้นเขาขึ้นมา แล้วคนที่ล้างไตเขาห้ามกินผัก ผลไม้ จะสวนกระแสกับเรา

 

  ของห้ามกิน

           

คุณหมอส่งเสริมให้กินพืชผัก ผลไม้และปลาเป็นหลัก แต่ก็มีอาหารและพืชผักหลายชนิดที่คุณหมอห้ามไม่ให้กินด้วย

            ห้ามกินพวกน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ กะทิ ทอฟฟี่ เนย ไอศกรีม ชีส คุกกี้ เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปลาหมึก

เครื่องในทุกชนิด

            .....ห้ามน้ำตาลทรายขาว อาหารกระป๋อง อาหารขัดผิว สะตอ ลูกเหนียง กระถิน ชะอม คะน้า แตงกวา ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ทุเรียน

มะม่วง ละมุด ลำไย

          ต้องมีเหตุผลกันบ้างล่ะค่ะที่ห้ามกินพืชผักเหล่านี้

            มะม่วงมีกำมะถันสูง ละมุดมีแคลเซียม คาร์บอเนตมากเกินไป มันจะตกตะกอนที่ไต ลำไยมีน้ำตาลอิ่มตัวเข้มข้นแล้วร้อนใน

            ...คะน้ากับแตงกวาจะมียูริคสูง เมื่อยูริคสูงจะมีผลทำให้เลือดเราเป็นกรด

            ส่วนกระถิน ชะอม ลูกเหนียง สะตอ มีไชยานิคสูง จะสังเกตว่าเวลากินแล้วมันฉุนๆ เวลาปัสสาวะออกมาจะมีกลิ่นฉุน นั่นเป็นสารไชยาไนด์ที่เราใช้ฆ่าแมลง ถ้าเรากินเยอะ ตับเราก็เสื่อม เพราะมัน

เป็นกรด คนใต้จะเป็นกลุ่มคนที่ไตวายเยอะ และตับเสียเยอะ

            ...อาหารที่ห้ามพวกนี้ทฤษฎีไม่ได้บอกเจาะจงหรอกค่ะ เราต้องอาศัยตัวทฤษฎีมาดูว่าอะไรที่อยู่ในข่ายนี้ เราต้องเลือกมันออกมาให้เป็นข้อห้ามให้หมดแล้วอาหารแบบไหนที่เราควรรับประทาน

            อาหารที่ควรกินคือผักบางชนิด เต้าหู้ ปลา ไข่ขาว พยายามกินเยอะๆเพราะไม่มีคอเลสเตอรอล พวกปลาหมึก ไข่แดง ไข่นกกระทา ห้าม เพราะจะมีคอเลสเตอรอลสูง

            ...ที่สำคัญคือต้องมีผักทุกมื้อ ยิ่งเราใช้ชีวิตอยู่ในรถยนต์ อยู่ในห้องแอร์ต้องกินผักสลัดทุกมื้อ เพราะเราจะได้คลอโรฟิล ซึ่งจะทำให้

เม็ดเลือดแดงใหญ่ขึ้น จะทำให้แบกออกซิเจนได้มากกว่าเดิม พอเราได้อ๊อกซี่ฮีโมโกลบินเยอะ การกำจัดไขมันหลงเหลือต่างๆ เปลี่ยนรูปเป็น

พลังงานเราจะได้เยอะขึ้น ฉะนั้นคนเมืองตื่นเช้ามา ถ้าเราไม่กินผักสลัด ก็คือเอาผักมาปั่นแล้วดื่มไปเลย เร็วที่สุด

            การรับประทานพืชผักแบบนี้ ฟังดูคล้ายวิธีรับประทานอาหารแบบแมคโครไบโอติค

            เหมือนกันค่ะ แต่อันนั้นยังไม่เจาะจงเฉพาะโรค แต่ของหมอจะให้เฉพาะโรค

            เช่น คนไข้เป็นเบาหวาน หมอจะไม่ให้เขากินสับปะรด กล้วย เพราะ สับปะรดเวลาปลูกเขาจะใช้สารเร่ง ไม่งั้นมันจะโตไม่พร้อมกัน แล้วสารนี้มีผลต่อตับอ่อน เราต้องรู้เคมีพวกนี้

            อาหารเจที่เป็นแป้งข้าวสาลี เราจะห้ามเพราะข้าวสาลีเราไม่ได้ปลูกเอง เราต้องซื้อมา เวลาขนส่งมานี่เขาต้องใช้ยากันแมลงมาในเรือ

ไม่งั้นหนูกินหมด และมียากันรา ซึ่งมีสารแคดเมียมเป็นส่วนประกอบ มีผลต่อไตโดยตรง แล้วเขาเอาแป้งสาลีนี้มาทำหมี่กลึง แป้งกลึง หมอ

ไม่ให้ทาน

            ...ส่วนขนมจีนกับเส้นก๋วยเตี๋ยว เดี๋ยวนี้เขาใช้สารกันบูด จะสังเกตว่าเดี๋ยวนี้ขนมจีนไม่บูด เมื่อก่อนบูดง่าย สองคือฟอกสีลงไปในแป้งนี้ด้วย อีกอย่าง คือ แป้งที่นวดหรือทับเวลาเรากิน

เข้าไปจะตกตะกอนในลำไส้ใหญ่ ฉะนั้นโอกาสที่ลำไส้ใหญ่จะเป็นแผลมีเยอะ หรือคนที่เป็นอยู่แล้วจะระคายเคืองมากขึ้น หมอจะให้เว้นไปเลย ให้ทานวุ้นเส้นแทน

            โรคแต่ละโรคต้องการอาหารไปฟื้นฟูร่างกายไม่เหมือนกัน

            เราต้องเรียนรู้การเติมสารอาหารให้ตรงกับที่เขาต้องการ เช่น คนที่เป็นเบาหวาน เราก็ต้องให้สารอาหารที่ไปฟื้นฟูตับอ่อน ถ้าคนเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เราก็ต้องไปฟื้นฟูไต

           

  มีโรคมากมายที่สามารถรักษาได้ด้วยธรรมชาติบำบัด

            ก็มีโรคปวดศีรษะ ทางเดินหายใจ หลอดลมอักเสบ หืดหอบ โรคผิวหนัง มีกรดผิดปกติ เช่น ยูริคสูง โรคเก๊าท์ และอาการผิดปกติในช่องท้องทุกอย่าง

            โรคบิด ลำไส้ใหญ่บวม ตับอักเสบ ประจำเดือนผิดปกติ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ เบาหวาน นอนไม่หลับ โรคประสาทพิการ เช่น อาการกระตุกข้ออักเสบ นิ่ว หัวใจ ปวดหลัง ไส้เลื่อน ไต

เบาจืด ฯลฯ

            โรคอย่างหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายได้ หากมาหาคุณหมอทันทีแต่เริ่มแรกคือ โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน

 

      หมอนรองกระดูกเคลื่อนคือก้มไปแล้วปวด เงยตัวไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันหมอจะทำกายภาพให้มากกว่าผ่าตัด เพราะผลที่ผ่านๆมา เขารู้แล้วว่าผ่าตัดมันไม่ได้ช่วย

            ...วิธีแก้ก็คือกินน้ำผักไปก่อน เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นร่างกายจะจูน

แล้วจัดกระดูกเข้าที่เอง เพราะในร่างกายคนเรามีเส้นเลือดยาวนะคะ ถ้าเอามาต่อกัน

จะยาวประมาณเก้าหมื่นกิโลฯ ถ้าเลือดของเราสะอาด มีความดันเลือดถูกต้องมันก็จะ

จัดทุกอย่างเข้าที่เอง   การฝังเข็ม จะจัดการกับกล้ามเนื้อที่เครียดให้มันคลาย ตัวที่ไม่

เครียด มันก็ดึงกระดูกเข้าที่เอง  ...ฉะนั้นหมอนรองกระดูกเคลื่อนอย่าผ่าตัด   ถ้าเป็น

วันนั้นแล้วมาหาหมอวันนั้น ก็หายวันนั้น ถ้าเป็นเดี๋ยวนั้น มาหาก็หายเดี๋ยวนั้น

มาฝังเข็ม

            ...อย่างอาการชา หรือปากเบี้ยวเฉียบพลันรีบมาเดี๋ยวนั้น หายได้ มีคนไข้คนนึ่งเขามีสัญญาณว่าจะเป็นอัมพาต คือ ปวดต้นคอ ปวดหัว

ข้างเดียว แล้วนอนไม่ได้มาสองคืน รีบหาหมอทันที หาย อย่าปล่อยนานถึงห้าหกคืน

            ...สัญญาณอัมพาตอีกอย่างคือปวดสะโพก ปวดน่อง อย่าให้เป็น ต้องแก้ทันทีที่เราเห็นอาการ ไม่ใช่ว่ามันเพิ่งเป็นนะคะ มันมีสิ่งผิดปกติถึงขั้นที่ร่างกายบอกว่าไม่ทำงานแล้ว ทันทีที่มีอาการ

ขอให้ยกหูโทรศัพท์สักนิดหนึ่ง เพราะน้ำผึ้ง กระเทียม พริกไทย มะนาว นี่เยี่ยมที่สุด เป็นยาแก้อักเสบที่เรายอมรับในกลุ่มเภสัชแล้ว เป็นแอนตี้ไบโอติกด้วย

คนที่กรี๊ดบ่อยๆนี่กระเพาะปัสสาวะพังนะคะ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะเตรียมรอเลย

...เวลาที่เราเป็นอย่างนี้ ต่อมหมวกไตจะหลั่งอะดรีนาลิน พอหลั่งเยอะ เลือดเรา

จะร้อน พอร้อน เยื่อหุ้มเซลล์จะฉีกขาดเพราะความร้อนของโลหิตที่หมุนเวียนไป

ซัพพลายอาหารให้   แล้วมันก็ต้องดึงเซลล์ที่ฉีกขาด กลับมาขับทิ้งในระบบ

กระเพาะปัสสาวะ มันก็อยู่ที่กระเพาะปัสสาวะ

 

            ...เวลาเราทำงาน อะดรีนาลีนจะหลั่งเยอะ ต้องดื่มน้ำเยอะๆแล้วรีบไปปัสสาวะซะ เพื่อไม่ให้ความร้อนมันอยู่ในตัวเรา ถ้าความร้อนอยู่

เราจะยิ่งแย่ ไตพัง ตาพร่า ท่อน้ำตาจะตีบ เราจะเริ่มเป็นต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อลม มันถึงตาเราเลย

            ...ตามทฤษฎีฝังเข็ม ประสาทของกระเพาะปัสสาวะที่หนึ่งจะอยู่ระหว่างหัวคิ้ว ฉะนั้น ถ้าเราอั้นฉี่คือตาบอด คนจีนจะสอนลูกหลานเลยว่าห้ามอั้นฉี่ เดี๋ยวตาบอด

            คุณหมอเคยมีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งเช่นกัน

            การรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็ง เราต้องรู้ที่มาของเซลล์มะเร็งก่อน เช่น ไปเอ็กซเรย์มาเรียบร้อยแล้ว หมอบอกว่าคุณเป็นเนื้องอกนะ

จะต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ก่อนตัดชื้นเนื้อเราจะจับชีพจรดู ถ้าก้อนเนื้อนั้นไม่อยู่ในขั้นอักเสบนี่ รักษาหายแน่นอน... หรือบางคนถ้าเราตรวจแล้วพบว่า

ตอนนี้ยังไม่เป็น แต่มีโอกาสเป็นมะเร็ง หมอจะบอกว่า  ต่อไปนี้อย่าทำแบบนี้นะ  เพราะคุณมีโอกาสเป็นมะเร็ง  คือยังไม่มี  เนื้องอก ไม่มีอะไรเลย แต่มีโอกาส หมอจะบอกทันที

            ...เพราะเราจะอยู่ในมลภาวะ อยู่กับแอร์ และความเครียดตลอดเวลา ฉะนั้นเราจะเป็นตัวสร้าง    แลคติค แอซิดในเลือดอยู่แล้วเราไม่ได

้เรียนรู้การกำจัดทิ้ง ฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดเนื้องอกมีแน่นอน

            ...การกำจัดทิ้งคือนอนสามทุ่มให้ได้ทุกวัน กินผักสลัดก่อนแป้งและโปรตีนทุกมื้อ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เลี่ยงได้แน่นอน ยกเว้น

เราทำงานอยู่กับสารเคมี พวกนี้เราไม่รับรอง

            ...เช่น พวกที่ทำงานอยู่แบตเตอรี่ โรงงานฟอกหนัง โรงงานย้อมผ้า สีโรงพิมพ์ เหล็ก อะลูมิเนียม พลาสติก พวกนี้มีความเสี่ยงสูง

            ถ้าเราต้องใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในสังคมที่เป็นเช่นนี้ เห็นทีจะเปลี่ยนวิถีชีวิตลำบาก แต่คุณหมอก็พยายามที่จะหาวิธีให้ได้

            หมอพิมพ์เอกสารขึ้นมาเพื่อให้ตรวจสุขภาพเอง แล้วส่งมาให้เรา หมอจะเขียนตอบกลับไปว่า ขณะนี้คุณมีอาการเบื้องต้นอย่างนี้ๆ คุณต้องปฏิบัติตัวยังไงต้องรีบพักแล้วนะคะ เราจะรีบบอกเขา

            ...ขณะนี้เรามีสมาชิก ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มป้องกัน อีกกลุ่มหนึ่งบำบัด ก็คือคนในบ้านเขา การรักษาเราจะทำพร้อมกันทั้งครอบครัว ฉะนั้นส่วนใหญ่คนที่มาที่นี่ ๕ ครอบครัวก็เต็มแล้ว มีบ้านหนึ่งที่มา

สูงสุดก็คือ ๓๒ คน

            ...ยอดของเราที่นี่ สี่ปีผ่านไปเราทำงานครึ่งวัน รักษาไป ๑,๕๐๐ กว่าคนไม่รวมต่างจังหวัดนะคะ และไม่รวมคนในครอบครัว พวกนี้เราไม่ลงทะเบียนเราจะแยกต่างหาก

            การรักษาของคุณหมอเป็นการบำบัดด้วยธรรมชาติล้วนๆโดยไม่ใช้ยาหรือสารเคมีใดๆเลย ทำให้สงสัยว่าค้านกับหลักการแพทย์หรือไม่

            ไม่ค้านค่ะ ไปทิศทางเดียวกัน เวลาหมอไปบรรยาย พวกคุณหมอจะประทับใจ เพราะเป็นธรรมชาติที่แท้จริง

            ...เพราะหมอต้องบอกให้พักผ่อน คุณอย่านอนดึกนะ คุณต้องกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะนะ ทำอารมณ์ให้ดี เพื่อเลี่ยงการจะไปเป็นภาระให้หมอ คือ ศาสตร์ของเราเป็นการป้องกันไม่ให้คนป่วย

มาก ไม่งั้นล้นโรงพยาบาล

            ...หมอจะไปบรรยายบ่อย แล้วตอนนี้หมอสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย สอนวิชา คอนซูมเมอร์ แอนด์ เอนวิรอนเมนเทิล ไซแอนซ์ (Consumer & Environmental Science )

            ...เทอมที่แล้วสอนเหนื่อยมากค่ะ เลยขอให้เขาคิดหลักสูตร แล้วให้เขาอนุมัติเงินก้อนหนึ่งให้ครูไปเรียน แล้วหมอประสานงานทางต่างประเทศให้ตอนนี้ในเมืองไทยมีหมอคนเดียวที่จบมาทางนี้

 


  ผลการปฏิบัติของอาจารย์คณาทัต คือ บทพิสูจน์

 

จากการที่นายกสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA  อาจารย์คณาทัต  จันทร์ศิริ ได้รับการแนะนำจาก อาจารย์พยาบาลวิชาชีพหัวหน้าห้อง ICU แม่แก้ว สุทธนี  มณีอินทร์

โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ให้ไปพบกับ อาจารย์ ดร.รสสุคนธ์   ซึ่งท่านให้ความกรุณา อ.คณาทัตเป็นอย่างยิ่ง ทั้งข้อแนะนำและการดูแล ซึ่งทำให้การปฏิบัติตนตามหลักวิชาของ

ดร.รสสุคนธ์ ที่เริ่มเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2552 ได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่งเพียงแค่ 3 เดือน (ดูได้จากผลการตรวจร่างกาย) จากการที่เป็นโรคเบาหวาน  ไขมันในเลือดสูง  ความดัน ภูมิแพ้  ตาต้อหิน

 และมีน้ำหนักตัวสูง (96 กิโลกรัม)ขนาดรอบเอว 39-40 นิ้ว กลับมาเป็นชายหนุ่มหุ่นงาม น้ำหนัก 81 กิโลกรัม รอบเอวเหลือ 36 นิ้ว ( ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2552) แถมมีสุขภาพดีได้ดั่งเนรมิต

จึงได้จัดทำเอกสารนี้ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ แด่ผู้มีปัญหาด้านสุขภาพ เป็นวิทยาทาน สุขภาวะทาน ให้ทุกท่านได้นำไปปรับปรุงเพื่อปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อไป โดยไม่ละเลยคำแนะนำจากแพทย์

...เพราะสิ่งที่ท่านจะปฏิบัติต่อไปนี้คือ “แพทย์ทางเลือก”

เลือกให้เหมาะสมนะครับ !

 

  ตารางผลการตรวจสุขภาพ อาจารย์คณาทัต  จันทร์ศิริ

 

 

เกิด 4 กันยายน 2496  ส่วนสูง  182 ชม.  เลือดกรุ๊ป A

 

โรคประจำตัว   1. ภูมิแพ้   2. เบาหวาน   3. ไขมันในเลือดสูง  

                              4. ความดันโลหิตสูง     5. ตาต้อหิน

ยาที่ใช้ประจำ  1. Cetrizin                2. metformin         3. avandis            

                              4. Lipitor                  5. Lopid                 6. Enarapril            

                              7. ASA gr.1            8. ยาหยอดตา Timolol         

                              9. ยาหยอดตา Alphagan P              10. ยาหยอดตา Xalatan

pic-tom10.jpg

วิธีปฏิบัติตนของ อาจารย์คณาทัต  จันทร์ศิริ  ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นมา

 

6:00 น.   ตื่นนอน   ดื่มน้ำ ครึ่งลิตร  ล้างหน้าแปรงฟัน   (น้ำดื่ม ต้องเป็นน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ดื่มน้ำเย็น)

               ออกกำลังกายแบบเบาๆ พอเหงื่อซึม  เน้นการหายใจมากๆ  45 นาที  เช่น แกว่งแขน 500 ครั้ง  เดินสายพาน  Sit-up  เล่นฮูลาฮุบ  เดินเร็ว

               แล้วดื่มน้ำใบโหระพาต้ม ครึ่งลิตร

7:00 น.  ขับถ่าย - ชำระร่างกาย - แต่งตัว

7:30 น.  รับประทานอาหารเช้า  :  มะระต้ม  ขนมปังปิ้ง  2 แผ่น  กล้วยน้ำหว้า  1 ลูก และน้ำผักปั่น 2 แก้ว

7:45 น.  เดินทางไปทำงาน

       

              ไม่มีการทานอาหาร และเครื่องดื่มอื่นๆ  ยกเว้น น้ำผัก และน้ำต้มใบโหระพา

12:00 น.รับประทานอาหารกลางวัน   ข้าวหรืออาหารประเภทแป้ง ไม่เกิน 2 ทัพพี  กับข้าวโปรตีนไม่เกิน 10 ช้อนโต๊ะ   ผักทางเยอะๆ  อาหารรสชาดไม่จัด เน้นไม่เค็ม ไม่หวาน

              ไม่มีการทานอาหาร และเครื่องดื่มอื่นๆ  ยกเว้น น้ำต้มใบโหระพา

18:00 น.รับประทานอาหารเย็น   ข้าวหรืออาหารประเภทแป้ง ไม่เกิน 2 ทัพพี  กับข้าวโปรตีนไม่เกิน 10 ช้อนโต๊ะ   ผักทางเยอะๆ  อาหารรสชาดไม่จัด เน้นไม่เค็ม ไม่หวาน

              ไม่มีการทานอาหาร และเครื่องดื่มอื่นๆ  ยกเว้น น้ำผัก และน้ำต้มใบโหระพา

21:00 น.ไหว้พระ สวดมนต์ ทำสมาธิบ้าง  พักผ่อนดูทีวี  ห้ามอาบน้ำเย็น  ทำใจให้สบายๆ ไม่เครียด  ถ้าจำเป็นต้องอาบน้ำในช่วงนี้ ต้องอาบน้ำอุ่น และเน้นทำตัวให้อบอุ่น  ดื่มน้ำมากๆ

24:00 น.เข้านอน  ทำสมาธิไปด้วย

 

            หมายเหตุ  อาหารพิเศษที่ทานบ้างเป็นบางครั้งบางคราว คือ

            1.  น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์  น้ำเอนไซม์ของ ดร.รสสุคนธ์

            2. นมขาดมันเนย  หรืออื่นๆที่ไม่หวาน ไม่มัน

            3. ถั่วต่างๆ  และผลไม้ ซึ่งกินในมื้อหลัก 3 มื้อเท่านั้น     

         ศึกษา ทำความเข้าใจนาฬิกาชีวิตแล้วปรับตัวเราให้ได้ดีที่สุดอย่างเหมาะสม ไม่เครียด มีวินัย และมุ่งมั่น จะได้ผลอย่างแน่นอนครับ !

 

 

ว/ด/ป

 

นน. กก.

 

BP

FBS

HbA1C

Chol

TG

HDL

LDL

 

หมายเหตุ

70-110

4.8-6

150-250

30-170

35-60

< 145

25/1/44

93

130/90

216

 

480

2832

28

 

รพ.พิจิตร

15/8/44

92

 

180

 

219

662

27

 

 

21/2/45

87

130/100

147

 

234

463

30

114

รพ.กระทุ่มแบน

17/10/45

 

134/84

136

 

205

292

35

 

รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า

3/4/46

 

 

124

 

175

111

44

108

 

25/11/46

 

150/90

190

 

180

96

39

122

รพ.แพร่

4/47

 

124/83

149

 

171

139

 

 

EKG. SINUS rhythm  C 1st Degree Au Block

9/8/47

88

110/70

171

 

196

117

40

132

รพ.นครปฐม

17/3/48

88.5

 

148

 

187

144

33

 

รพ.ท่าม่วง

22/11/48

91

128/91

141

 

148

202

41

67

 

4/4/49

 

 

150

 

161

583

 

 

รพ.เมตตาประชารักษ์

3/10/49

 

 

149

 

153

201

32

80.8

 

11/1/50

 

 

195

 

166

199

25

102

รพ.ไชยา

27/11/50

92

 

184

9.7

245

2188

24

 

รพ.ชัยนาท

31/3/51

92

113/78

196

8.9

137

248

34

69

รพ.อุตรดิตถ์

13/5/51

 

140/90

180

8.6

148

220

35

69

รพ.เจ้าพระยายมราช

11/2/52

94

 

223

9.9

195

548

 

 

รพ.ชลประทาน

2/5/52

หยุดกินยาทุกชนิด รับข้อแนะนำการปฏิบัติการรักษา แบบแพทย์ทางเลือก

จาก ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์  ผลการตรวจร่างกายคือ

21/5/52

90

140/90

184

 

272

616

34

154

รพ.พระจอมเกล้า

3/6/52

88

125/82

191

 

218

173

34

150

รพ.หัวหิน

31/7/52

81

130/90

106

6.6

220

133

35

158

รพ.พิจิตร

23/9/52

81

135/86

153

 

220

121

36

160

รพ.พระจอมเกล้า

30/12/52

80.5

133/85

124

 

213

65

38

162

รพ.เจ้าพระยายมราช

26/3/53

80.5

138/89

162

6.6

235

169

49

152

รพ.เกาะสมุย

อาจารย์คณาทัต จันทร์ศิริ นายกสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA , ผู้อำนวยการ รีสอร์ทปลอดภัยและสุขภาพ F  ARA     โทร. 081-6393529  , 081-4844838  www.firefara.org

 

"โครงการสปาสุขภาพสำหรับชุมชน"...เพื่อทุกคนพ้นไข้เจ็บ

บริการฟรีทุกวัน จันทร ์ถึง ศุกร์

เตรียมพบกับ"FARA Healthy SPA" เพื่อบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพแบบ Hydrotherapy

12 มิถุนายน   FARA รีสอร์ท ปลอดภัยและสุขภาพ

 

Home page