FARA-Fire Safety Cetification

    ความรู้เรื่องอัคคีภัย (1)

    Fire Prevention And Control

    อาจารย์คณาทัต จันทร์ศิริ  ประธานฝ่ายวิชาการ และบริหาร (CEO)

    สมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA

ไฟเป็นพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมหาศาล เพราะไฟเป็นต้นกำเนิดของพลังงานต่างๆที่มนุษย์นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ ”ไฟ”

อาจก่อให้เกิดภัยอย่างมหันต์ได้ หากขาดความรู้หรือขาดความระมัดระวังในการใช้และการควบคุม ดูแลแหล่งกำเนิดไฟ ประชาชนทั่วไปควรรู้ภยันตรายจากไฟไหม้

เพื่อจะได้มีแผนการควบคุมการใช้ไฟการใช้ความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการป้องกันและระงับอัคคีภัยเพื่อลดภยันตรายที่จะเกิดขึ้น

สิ่งที่ควรรู้ได้แก่ ภยันตรายจากไฟไหม้, การป้องกันและระงับอัคคีภัย, วิธีใช้เครื่องดับเพลิง, ขั้นตอนทั้ง 4 เมื่อมีไฟไหม้,หลัก 5 ต้องป้องกันไฟ,

บัญญัติ 10 ประการในอาคารสูง, และความรู้เบื้องต้นเพื่อพ้นอัคคีภัย และใช้แก๊สปลอดภัย 10 วิธีโดยมีรายละเอียดดังนี้

 

1).ภยันตรายจากไฟไหม้

 

    1.1 ไฟไหม้จะมีความมืดปกคลุม ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ ความมืดนั้นอาจเนื่องจาก

    อยู่ภายในอาคารแล้วกระแสไฟฟ้าถูกตัด หมอกควันหนาแน่น หรือเป็นเวลากลางคืน

 

    วิธีแก้ไข

 ติดตั้งอุปกรณ์ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ( Emergency Light )  ซึ่งทำงานได้ด้วยแบตเตอรี่ทันที ที่กระแสไฟฟ้าถูกตัด

 ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกตัด

 เตรียมไฟฉายที่มีกำลังส่องสว่างสูง ไว้ให้มีจำนวนเพียงพอในจุดที่สามารถนำมาใช้ได้สะดวก

 ฝึกซ้อมหนีไฟเมื่อไม่มีแสงสว่าง ด้วยตนเองทั้งที่บ้าน  ที่ทำงาน ในโรงแรม  หรือ แม้แต่ในโรงพยาบาล โดยอาจใช้วิธีหลับตาเดิน

( ครั้งแรกๆ ควรให้เพื่อนจูงไป ) และควรจินตนาการด้วยว่าขณะนี้กำลังเกิดเหตุเพลิง ไหม้

 

    1.2 ไฟไหม้จะมีแก๊สพิษและควันไฟ

ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุเพลิงไหม้ประมาณ ร้อยละ 90  เป็นผลจากควันไฟ  ซึ่งมีทั้งก๊าซพิษ และทำให้ขาดออกซิเจน

 

    วิธีแก้ไข

จัดเตรียม หน้ากากหนีไฟฉุกเฉิน (Emergency smoke mask)

 ใช้ถุงพลาสติกใส ขนาดใหญ่ตักอากาศแล้วคลุมศีรษะหนีฝ่าควัน (ห้ามฝ่าไฟ)

คืบ คลานต่ำ อากาศที่พอหายใจได้ยังมีอยู่ใกล้พื้น สูงไม่เกิน 1 ฟุต แต่ไม่สามารถทำได้เมื่ออยู่ในชั้นที่สูงกว่าแหล่งกำเนิดควัน

 

    1.3 ไฟไหม้จะมีความร้อนสูงมาก

หากหายใจเอาอากาศที่มีความร้อน 150 องศาเซลเซียสเข้าไป  ท่านจะเสียชีวิตทันที ในขณะที่เมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วประมาณ 4 นาทีอุณหภูมิจะสูงขึ้นกว่า

400 องศาเซลเซียส

 

    วิธีแก้ไข

ถ้าทราบตำแหน่งต้นเพลิงและสามารถระงับเพลิงได้ ควรระงับเหตุเพลิงไหม้ ด้วยความรวดเร็ว ไม่ควรเกิน4 นาทีหลังจากเกิดเปลวไฟ ควรหนีจากจุดเกิดเหต

ุให้เร็วที่สุด ไปยังจุด รวมพล (Assembly area)

 

    1.4 ไฟไหม้ลุกลามรวดเร็วมาก

เมื่อเกิดเปลวไฟขึ้นมาแล้ว ท่านจะมีเวลาเหลือในการเอาชีวิตรอดน้อยมาก

 

    ระยะการเกิดไฟไหม้ 3 ระยะ ดังนี้

    1.4.1  ไฟไหม้ขั้นต้น คือ ตั้งแต่เห็นเปลวไฟ จนถึง 4 นาที สามารถดับได้ โดยใช้เครื่องดับเพลิงเบื้องต้น

    แต่ผู้ใช้จะต้องเคยฝึกอบรมการใช้เครื่องดับเพลิงมาก่อน จึงจะมีโอกาสระงับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    1.4.2  ไฟไหม้ขั้นปานกลาง ถึงรุนแรง คือ ระยะเวลาไฟไหม้ไปแล้ว 4 นาที ถึง 8 นาที อุณหภูมิจะสูงมาก

    เกินกว่า 400 องศาเซลเซียสหากจะใช้เครื่องดับเพลิง เบื้องต้น ต้องมีความชำนาญ และต้องมีอุปกรณ์จำนวนมากเพียงพอจึงควรใช้ระบบดับเพลิงขั้นสูง

    จึงจะมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากกว่า

    1.4.3  ไฟไหม้ขั้นรุนแรง  คือ  ระยะเวลาไฟไหม้ต่อเนื่องไปแล้ว เกิน 8 นาที และยังมีเชื้อเพลิงอีกมากมายอุณหภูมิ

    จะสูงมากกว่า 600 องศาเซลเซียส ไฟจะลุกลามขยายตัวไปทุกทิศทางอย่างรุนแรงและรวดเร็ว การดับเพลิงจะต้องใช้ผู้ที่ได้รับการฝึก พร้อมอุปกรณ์

    ในการระงับเหตุขั้นรุนแรง

     

2).การป้องกันและระงับอัคคีภัย

 

เมื่อรู้ภยันตรายจากไฟไหม้แล้ว การป้องกันมิให้เกิด จะเป็นหนทางแรกที่ประชาชนทุกคน ควรเลือกปฏิบัติ ซึ่งการป้องกันนั้นมีหลักอยู่ว่า

    1. กำจัดสาเหตุ

    2. คุมเขตลุกลาม

    3. ลดความสูญเสีย

 

“ ป้องกันอย่าให้เกิด คือสิ่งประเสริฐสุด ”

 

    1). กำจัดสาเหตุ    สาเหตุแห่งอัคคีภัย

     

    1.1 ประมาท   ในการใช้เชื้อเพลิง การใช้ความร้อน การใช้ไฟฟ้า

    1.2 อุบัติเหตุ    ทั้งโดยธรรมชาติ และเกิดจากมนุษย์

    1.3 ติดต่อลุกลาม    การนำความร้อน การพาความร้อน การแผ่รังสีความร้อน

    1.4 ลุกไหม้ขึ้นเอง   การทำปฏิกิริยาทางเคมี การหมักหมม อินทรีย์สารวางเพลิง  ทั้งทางตรง และ ทางอ้อม

     

    2). คุมเขตลุกลาม  รีบระงับ ยับยั้งไฟ ด้วยการทำความเข้าใจในหลัก

 

ตัวเลขรักษาชีวิต  “ 3 – 4 – 6 เดินชิดขวา  รักษาชีวิต “

 

เลข 3 คือ องค์ประกอบของไฟ Component of Fire

 

    องค์ประกอบของไฟมี  3 อย่าง คือ

    1. ออกซิเจน ( Oxygen )ไม่ต่ำกว่า 16 % (ในบรรยากาศ  ปกติจะมีออกซิเจนอยู่ประมาณ 21 %)

    2. เชื้อเพลิง ( Fuel )  ส่วนที่เป็นไอ (เชื้อเพลิงไม่มีไอ ไฟไม่ติด)

    3. ความร้อน ( Heat ) เพียงพอทำให้เกิดการลุกไหม้

    ไฟจะติดเมื่อองค์ประกอบครบ 3 อย่าง  ทำปฏิกิริยาทางเคมีต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ( Chain Reaction )

 

การป้องกันไฟ คือ การกำจัดองค์ประกอบขอไฟ

การดับไฟ คือ การกำจัดองค์ประกอบของ ไฟ เช่นกัน

 

    วิธีการดับไฟ  จึงมีอย่างน้อย  3  วิธี คือ

    1. ทำให้อับอากาศ ขาดออกซิเจน

    2. ตัดเชื้อเพลิง กำจัดเชื้อเพลิงให้หมดไป

    3. ลดความร้อน ทำให้เย็นตัวลง

    *  และการตัดปฏิกิริยาลูกโซ่  *

 

เลข 4 คือ ประเภทของไฟ Classification of Fire

ไฟมี 4 ประเภท คือ A B C D ซึ่งเป็นข้อกำหนดมาตรฐานสากล

ไฟประเภท เอ  มีสัญลักษณ์เป็น รูปตัว A สีขาวหรือดำ อยู่ในสามเหลี่ยมสีเขียว

ไฟประเภท A คือ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของแข็งเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น

ฟืน ฟาง ยาง ไม้ ผ้า กระดาษ พลาสติก หนังสติ๊ก หนังสัตว์  ปอ  นุ่น  ด้าย  รวมทั้งตัวเราเอง

วิธีดับไฟประเภท A ที่ดีที่สุด คือ การลดความร้อน (Cooling) โดยใช้น้ำ

ไฟประเภท บี มีสัญลักษณ์เป็นรูปตัว B สีขาวหรือดำ อยู่ในรูปสี่เหลี่ยม สีแดง

ไฟประเภท B คือ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของเหลวและก๊าซ

เช่น น้ำมันทุกชนิด  แอลกอฮอล์ ทิเนอร์ ยางมะตอยจารบี   และก๊าซติดไฟทุกชนิด   เป็นต้น

วิธีดับไฟประเภท B ที่ดีที่สุด คือ กำจัดออกซิเจน ทำให้อับอากาศ โดยคลุมดับ

ใช้ผงเคมีแห้ง ใช้ฟองโฟมคลุม 

ไฟประเภท ซี มีสัญลักษณ์เป็นรูป C สีขาวหรือดำ อยู่ในวงกลมสีฟ้า

ไฟประเภท C คือ ไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของแข็งที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่

เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด  การอาร์ค การสปาร์ค

วิธีดับไฟประเภท C ที่ดีที่สุด คือ ตัดกระแสไฟฟ้า แล้วจึงใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ

น้ำยาเหลวระเหยที่ไม่มี CFC ไล่ออกซิเจนออกไป

 

ไฟประเภท ดี  มีสัญลักษณ์เป็นรูปตัว D สีขาวหรือดำ อยู่ในดาว 5 แฉก สีเหลือง

ไฟประเภท D คือไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นโลหะและสารเคมีติดไฟ เช่น

วัตถุระเบิด,ปุ๋ยยูเรีย (แอมโมเนียมไนเตรต), ผงแมกนีเซียม ฯลฯ

วิธีดับไฟประเภท D ที่ดีที่สุด คือ การทำให้อับอากาศ  หรือใช้สารเคมีเฉพาะ

(ห้ามใช้น้ำเป็นอันขาด)   ซึ่งต้องศึกษาหาข้อมูลแต่ละชนิดของสาร เคมีหรือโลหะนั้นๆ

 

ไม่มีภาพ

 

เลข 6 คือ เครื่องดับเพลิงแบบมือ  Portable Fire Extinguishers

 

เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (Portable Fire Extinguisher) หรืออาจเรียกว่าแบบยกหิ้ว มีประโยชน์ในการระงับไฟเบื้องต้น

ไม่ควรฉีดถ้าไม่เห็นแสงไฟ เครื่องดับเพลิงมีมากกว่า 20 ชนิด แต่ควรรู้เป็นหลัก 6 ชนิด คือ

1 เครื่องดับเพลิงชนิดกรดโซดา ( Soda  Acid )

 

( นิยมบรรจุในถังสีแดงไม่มีสาย ไม่มีคันบีบ )

เวลาใช้   ต้องทำให้หลอดบรรจุกรดโซดาแตก ( โดยการทุบปุ่มเหนือถัง )  เพื่อทำปฏิริยากับน้ำ เกิดแก๊สขับดัน

ให้ถือถังคว่ำลง แล้วน้ำจะพุ่งผ่านหัวฉีดเข้าดับไฟ  ซึ่งยุ่งยากซับซ้อน  ตรวจสอบยาก

ปัจจุบันไม่นิยมใช้ ไม่มีจำหน่ายในเมืองไทยแล้ว  แต่ในต่างประเทศยังมีใช้อยู่

 

ใช้ดับไฟประเภท A อย่างเดียว

2  เครื่องดับเพลิงชนิดฟองโฟม ( Foam )

 

(  นิยมบรรจุในถังอลูมิเนียมสีครีมหรือถังสแตนเลส มีหัวฉีดเป็นหัวฝักบัว  )

บรรจุอยู่ในถังที่มีน้ำยาโฟมผสมกับน้ำแล้วอัดแรงดันเข้าไว้ (  นิยมใช้โฟม AFFF )

เวลาใช้ ถอดสลักและบีบคันบีบแรงดันจะดันน้ำผสมกับโฟมผ่านหัวฉีดฝักบัว พ่นออกมาเป็นฟอง

กระจายไปปกคลุมบริเวณที่เกิดไฟไหม้ ทำให้อับอากาศขาดออกซิเจน และลดความร้อน

 

ใช้ดับไฟประเภท B และ A

3.  เครื่องดับเพลิงชนิดน้ำสะสมแรงดัน ( Water Pressure )

 

( นิยมบรรจุถังแสตนเลส ต่างประเทศบรรจุถังกันสนิมสีแดง)

บรรจุน้ำอยู่ในถัง แล้วอัดแรงดันน้ำเข้าไว้ จึงเรียกว่า  น้ำสะสมแรงดัน

 

ใช้ดับไฟประเภท A

4. เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือ ซีโอทู  (Carbondioxide)

 

( นิยมบรรจุถังสีแดง  ต่างประเทศบรรจุถังสีดำ )

บรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในถังที่ทนแรงดันสูง ประมาณ  800 – 1200 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว

ที่ปลายสายฉีดจะมีลักษณะเป็นกระบอกหรือกรวย  เวลาฉีดดับเพลิงจะมีเสียงดังเล็กน้อย

พร้อมกับพ่นหมอกหิมะออกมาไล่ความร้อน และออกซิเจนออกไป ควรใช้ภายในอาคารที่ต้องการความสะอาด

โดยฉีดเข้าใกล้ฐานของไฟให้มากที่สุด ประมาณ 1.5 – 2  เมตร   เมื่อใช้งานแล้วจะไม่มีสิ่งสกปรกหลงเหลือ

 

ใช้ดับไฟประเภท C และ B

5. เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ( Dry Chemical Powder )

 

( นิยมบรรจุถังสีแดง ต่างประเทศบรรจุถังสีฟ้า )

บรรจุผงเคมี ซึ่ง มีหลายชนิด หลายคุณภาพไว้ในถัง แล้วอัดแรงดันเข้าไป เวลาใช้ ผงเคมีจะถูกดันออกไป

คลุมไฟทำให้อับอากาศ และสารเคมีตัดกระบวนการทางเคมี ควรใช้ภายนอกอาคาร เพราะผงเคมี

เป็นฝุ่นละอองฟุ้งกระจายทำให้เกิดความสกปรก และเป็นอุปสรรคในการเข้าผจญเพลิง

อาจทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าราคาแพง เสียหายได้

 

ใช้ดับไฟได้ดีคือ ไฟประเภท B ผงเคมีไม่เป็นสื่อไฟฟ้า    สามารถดับไฟประเภท C ได้

(แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าอาจเสียหาย) การดับไฟประเภท A ต้องมีความชำนาญและควรใช้น้ำดับถ่าน

6. เครื่องดับเพลิงชนิดน้ำยาเหลวระเหย ฮาโลตรอน  ( Halotron )

 

( นิยมบรรจุถังสีเขียว)

แต่เดิมบรรจุน้ำยาเหลวระเหย ชนิด  โบรโมคลอโร ไดฟลูออโร ซึ่งเป็นสาร CFC ไว้ในถัง

ใช้ดับไฟได้ดีแต่มีสารพิษ และในปัจจุบันองค์การสหประชาชาติ ประกาศให้เลิกผลิตพร้อมทั้งให้ทุกประเทศ

ลด ละ การใช้จนหมดสิ้น เพราะเป็นสารที่ทำลายสิ่งแวดล้อมโลก บางประเทศถือว่าเป็นสิ่งผิดกฏหมาย

: ปัจจุบันน้ำยาเหลวระเหยที่ไม่มีสาร CFC มีหลายยี่ห้อ และหลายชื่อ

 

ใช้ดับไฟประเภท C และ B ส่วนไฟประเภท A ต้องมีความชำนาญ สามารถฉีดใช้ได้ไกลกว่า

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไซด์ คือระยะ 3-4 เมตร

 

การตรวจสอบแรงดันในถังดับเพลิง

มาตรวัด (Pressure Gauge) เครื่องดับเพลิง

 

ถ้ามีมาตรวัด  (Pressure Gauge) ต้องดูที่เข็ม “เข็มตั้งยังใช้ได้ เข็มเอียงซ้ายไม่ได้การ” หากแรงดันไม่มี เข็มจะเอียงมาทางซ้าย

ต้องรีบนำไปเติมแรงดันทันที อย่าติดตั้งไว้ให้คนเข้าใจผิด คิดว่ายังใช้ได้ การตรวจสอบนี้ควรเป็นหน้าที่ของผู้ที่ดูแลบริเวณ

ที่ติดตั้งเครื่องดับเพลิงนั้นๆ ควรตรวจสอบอย่างน้อยเดือนละ 1ครั้ง

ถ้าไม่มีมาตรวัด (Pressure Gauge) คือเครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(ซีโอทู) ใช้วิธีชั่งน้ำหนักก๊าซที่อยู่ในถัง

หาก ลดลงต่ำกว่า80 % ควรนำไปอัดเพิ่มเติม

การบำรุงรักษาเครื่องดับเพลิง

 

เครื่องดับเพลิงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างยิ่ง  จึงควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในระยะยาวนานขั้นตอนที่สำคัญในการบำรุงรักษา คือ

    1. อย่าติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ใอุณหภูมิสูง  มีควาชื้น  หรือเกิดความ สกปรกได้ง่าย เช่น ตากแดด ตากฝน

    ติดตั้งใกล้จุดกำเนิดความร้อนต่างๆอาทิ หม้อต้มน้ำ  เครื่องจักรที่มีความร้อนสูง เตาหุงต้ม ห้องอบต่างๆ เป็นต้น

    2. ทำความสะอาดตัวถังและอุปกรณ์ประกอบ (สายฉีด,หัวฉีด)เป็นประจำ สม่ำเสมอ (อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง) เพื่อให้ดูดีมีระเบียบ

    และพร้อมใช้งาน

    3. หากเป็นเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง   ควรเคลื่อนผงเคมีที่บรรจุอยู่ภายใน โดยยกถังพลิกคว่ำ-พลิกหงาย 5-6 ครั้ง

    (จนแน่ใจว่าผงเคมีแห้งไม่จับตัวเป็นก้อน) อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

    4. ตรวจสอบสลากวิธีใช้  ป้ายบอกจุดติดตั้ง ป้าย แสดงกำหนดการบำรุงรักษา  และผู้ตรวจสอบ (Maintenance Tag )

    ให้สามารถอ่านออกได้ชัดเจนตลอดเวลา

หากท่านได้ตรวจสอบและบำรุงรักษาตามที่กล่าวมานี้แล้ว  อุปกรณ์ของท่านจะมีอายุยืนยาว  สามารถใช้ได้ไม่ต่ำกว่า  5 ปี

 

    หมายเหตุ  ขอให้ระวังผู้ไม่หวังดี มาหลอกท่านเพื่อขอนำเครื่องดับเพลิงไปเติมแรงดัน หรือผงเคมีแห้ง โดยอ้างว่าเสื่อมสภาพ  ท่านควรซื้อเครื่องดับเพลิงจากบริษัทขายเครื่องดับเพลิงที่รับประกันอย่างน้อย 5 ปี และในระยะเวลารับประกัน   หากแรงดันในถังลดลง โดยที่ไม่มีการดึงสายรัดสลักนิรภัย (Safety Pin) ออก   บริษัท ขายเครื่องดับเพลิงนั้นจะต้องทำการเติมแรงดันหรือผงเคมีให้ท่านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

     

“ หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA ” โทร Hotline  01-4844838 , 01-6393529

การติดตั้งเครื่องดับเพลิง

 

ให้ติดตั้งสูงจากพื้น โดยวัดถึงส่วนที่สูงที่สุดของเครื่องดับเพลิง  ต้องไม่เกิน 140 ซม.

สำหรับถังดับเพลิงขนาดเบาที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 10 กก. เพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบใช้ได้สะดวก

และติดตั้งสูงไม่เกิน 90 ซม.สำหรับถังขนาดหนัก พร้อมติดตั้งป้ายชี้ตำแหน่งไว้เหนือเครื่องดับเพลิง

เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล จากทุกมุมมอง และทั้งกลางวันและกลางคืน

เครื่องดับเพลิงทุกเครื่องที่ติดตั้งในประเทศไทย ต้องมีรายละเอียดเป็นภาษาไทยด้วย

และจะต้องมีป้ายระบุระยะเวลาการตรวจสอบบำรุงรักษา (Maintenance Tag)

ที่เครื่องดับเพลิงทุกๆเครื่องด้วย

( ซึ่งกำหนดให้ตรวจสอบอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง )

3).วิธีใช้เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ

ภาพ

ขั้นตอน

ท่องจำให้ขึ้นใจ

ข้อสังเกตและข้อควรระวัง

 

การหิ้วถัง

สี่นิ้วเรียงชิดติดกัน

จับใต้คันบีบด้านล่าง

หันสายฉีดไปด้านหน้า

ห้ามยกหิ้วที่โคนสายฉีดเพราะอาจทำ

ให้หัก ขาด จนใช้งานไม่ได้

 

การนำพา

แล้วนำพาไป

ควรนำไปที่เกิดเหตุ 2 ถัง เพื่อสำรอง ถ้าระงับไม่อยู่ในถังเดียว

 

 

พอเห็นแสงไฟ

ไม่เห็นแสงไฟอย่าฉีด

 

การเข้าดับ

ให้เข้าเหนือลม

หากเข้าใต้ลม ก๊าซพิษควันไฟจะถูกพัดเข้าหาตัว

 

 

ระยะเหมาะสม

3 ถึง 4 ม.ถ้าชนิดซีโอทู 1½ ม. ถึง 2 ม.

 

การดึงสลัก

ดึงสลักออกมา

หมุนให้เส้นพลาสติกที่คล้องสลัก ขาดก่อน

 

ยกสายฉีด

ยกสายฉีดตรงหน้า

ควรสังเกตให้แน่ใจว่า จะนำสายฉีดออกใช้ได้อย่างไร

 

บีบคันบีบ

บีบคันบีบฉับพลัน

 บีบคันบีบอย่างแรง และต่อเนื่อง

 

ส่ายหัวฉีด

ส่ายหัวฉีดไปมา

ส่ายหัวฉีดเพื่อให้สารดับไฟจากถัง ครอบคลุมฐานของไฟ

 

 

เป้าหมายตรงหน้า

ตามองเป้าหมาย ก้มหรือย่อตัวเล็กน้อยเพื่อหลบควันและความร้อน

 

 

ฉีดที่ฐานไฟ

ฉีดกลบฐานของไฟ

 

 

ฉีดจากใกล้ไปไกล

เมื่อแรงดันในถังลดลง ควรก้าวเดินเข้าสู่เป้าหมายอย่างระมัดระวัง

 

ดับให้สนิท

ดับได้แน่นอน

ต้องแน่ใจว่าไฟดับ ก่อนถอยอกจากที่เกิดเหตุ

 

    หมายเหตุ

  • เครื่องดับเพลิงแบบสะสมแรงดัน จะมีประสิทธิภาพในการดับไฟสูง ใน 10 วินาทีแรกเท่านั้น (ระยะเวลารวมใน 1 ถังส่วนใหญ่ประมาณ 20 วินาที)
  • ก่อนฉีดใช้จึงควรมั่นใจว่า จะฉีดได้ถูกเป้าหมาย

  • ก่อนนำเครื่องดับเพลิงไปใช้ ต้องมั่นใจว่าเครื่องดับเพลิงนั้นใช้ได้ และใช้ให้ตรงกับประเภทของไฟ
  • ควรฉีดใช้เมื่อเห็นแสงไฟเท่านั้น
  • ระวังอันตรายจากแก๊สพิษ ควันไฟ และการขาดอากาศหายใจ
  • ไม่ควรเข้าดับไฟคนเดียว
  • ไม่มั่นใจ  อย่าเสี่ยง !

 

“เดินชิดขวา”  ทิศทางคนไทยเดินอย่างปลอดภัย

 

    เป็นกฎสากลในเรื่องทิศทางการเดินอย่างปลอดภัย  คือ ให้เดินสวนทิศรถยนต์วิ่ง  ประเทศไทยเรา  รถวิ่งชิดซ้าย  คนจึงเดินชิดขวา

    เพื่อจะได้แลเห็นกันทั้งรถทั้งคน อีกทั้งในกรณีฉุกเฉิน ที่มีฝูงชนจำนวนมาก การหนีภัยจะได้รับความปลอดภัยมากขึ้น

    ไม่สับสนและไม่เกิดการชนหรือกีดขวางทางกัน คนไทยทุกคน จึงควรสำนึกและปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันนี้ คือ

     

    “รถวิ่งชิดซ้าย คนเดินชิดขวา” (เวลาสวนกัน)

     

    ยามวิกฤติจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมาก  ในสถานที่คับแคบให้ใช้คำว่า

    “เดินชิดขวา – แถวเรียงเดี่ยว – ห้ามดึง – ห้ามดัน – ห้ามผลัก – ห้ามแซง – ก้มตัวต่ำ” (ในกรณีมีควัน)

     

สรุป  ตัวเลขรักษาชีวิต  ……… คือ   “3 – 4 – 6  เดินชิดขวา  รักษาชีวิต”

 

    3). ลดความสูญเสีย  ด้วยการ

    1.สำรวจตรวจตรา

    2.จัดหาเครื่องมือ

    3.ฝึกปรือผู้ใช้

1). สำรวจตรวจตรา

    1.1  อุปกรณ์เตือนภัย

    • เครื่องดักจับควัน  (Smoke detectors)
    • เครื่องดักจับความร้อน  (Heat detectors)
    • สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้  (Fire alarm)
    •  แผงควบคุมอุปกรณ์เตือนภัย  (Fire control panel) ซึ่งต้องมีทีมดับเพลิงคอยตอบสนอง

     

    1.2  อุปกรณ์ส่องสว่างฉุกเฉิน  (Emergency light)

     

    1.3  อุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ

    • หัวฉีดน้ำอัตโนมัติ (Sprinkler)  ฯลฯ

     

    1.4  อุปกรณ์ดับเพลิงประจำอาคาร

    • ระบบท่อยืน  (Stand pipe)
    • หัวรับน้ำดับเพลิง  (Inlet Valve)
    • ปั๊มน้ำดับเพลิง  (Fire Pump)
    • ทางจ่ายน้ำ  (Fire Hydrant)
    • แหล่งเก็บน้ำสำรอง  (Water Tank)
    • ม้วนสายยางดับเพลิงในวงล้อ  (Fire Hose Reel)
    • สายส่งน้ำดับเพลิงแบบแขวน  (Fire Hose Rack)
    • ม้วนสายส่งน้ำดับเพลิง  (Fire Delivery Hose)
    • สายฉีดน้ำดับเพลิง (Fire fighting Hose)
    • สายสูบน้ำดับเพลิง (Suction Hose) เป็นสายตัวหนอน
    • หัวฉีดแบบต่างๆ ( Nozzle)
    • เครื่องดับเพลิงแบบถือหิ้วต่าง ๆ  (Portable Fire Extinguisher)
    • ฯลฯ

    1.5  ทางหนีไฟและอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน

    • ทางหนีไฟ (Fire Exit) ใช้เฉพาะหนีไฟ
    • ต้องมีประตูที่ทนไฟได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชม.
    • ความกว้างของประตูมากกว่า 1.10 เมตร
    • ให้ผลักเข้าไปภายในช่องได้ตลอดเวลา และมีอุปกรณ์ปิดประตูกลับเข้ามาเองโดยอัตโนมัติ (โชคอัพ)
    • เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วต้องมีชานพัก
    • ช่องทางหนีไฟต้องทำด้วยวัสดุที่เป็นคอนกรีต ทนไฟได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชม.
    • ลูกตั้งบันไดสูงไม่เกิน 20 ซม. ลูกนอนไม่แคบกว่า 22 ซม.
    • ต้องมีแสงสว่างที่มองเห็นได้ตลอดเวลา
    • ต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง พื้นไม่ลื่น
    • เครื่องปรับแรงดันอากาศในช่องหนีไฟ  (Stair Pressurized)
    • ลานจอดเฮลิคอปเตอร์  (Heliport)
    • ลิฟท์ดับเพลิง  (Fire - man Lift)

    1.6  อุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่น ๆ   เช่น

    • ท่อผ้าหนีไฟฉุกเฉิน  (Chute)
    • เบาะลมช่วยชีวิต  (Air Cushion)
    • รอกหนีไฟ  (Fire Escape Device)
    • หน้ากากหนีไฟ  (Emergency Smoke Mask)
    • หน้ากากกันควันพิษแบบมีถังอัดอากาศ  (S.C.B.A.  Self Contained Breathing  Apparatus)
    • บันไดลิง (Emergency Ladder) ฯลฯ

    1.7  ป้ายเตือนเพื่อความปลอดภัยต่าง ๆ  (Safety Sign)

    • ป้ายทางออก – ทางเข้า (Exit – Entrance)  ใช้เข้า-ออกปกติ
    • ป้ายทางออกฉุกเฉิน (Emergency Exit)  ใช้เฉพาะเหตุฉุกเฉิน เช่น หน้าต่าง, ทางลับ, บันไดลิง
    • ป้ายทางหนีไฟ (Fire Exit)  ใช้เฉพาะเวลาหนีไฟ
    • ป้ายแสดงจุดติดตั้ง
      • เครื่องดับเพลิง
      • สายฉีดน้ำดับเพลิง
      • สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้
      • ฯลฯ
      • ป้ายบอกห้องหรือช่องทางทั้งหมดที่มี  รวมทั้งบอกทางตันด้วย
      • ป้ายแสดงพื้นที่ หรือวัตถุอันตราย

2). จัดหาเครื่องมือ

 

เมื่อสำรวจแล้วว่ายังขาดสิ่งใดควรจัดซื้อ จัดหาตามความเหมาะสม

 

3). ฝึกปรือผู้ใช้

 

    เมื่อมีอุปกรณ์แล้วควรฝึกอบรมให้บุคลากรมีความรู้โดยเน้นว่า

     

    “อย่าเพียงชม สาธิต แล้วคิดว่ารู้ คนจะรู้จะต้องฝึก”

     

    ต้องจัดทำแผนฉุกเฉินและทำการฝึกซ้อมตามแผนนั้น ๆ โดยสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 10 เที่ยว ทุกๆพื้นที่ ทุกๆแผนก

    ทั้งกลางวัน และกลางคืน โดยปรับเปลี่ยนเหตุการณ์สมมุติไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง